Untitled Document
Topic : CPI_PP (Child Policy Implementation in Health Promotion and Prevention)
ความเป็นมา
  1. การปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุขในช่วงปี 2556-2557 ต้องการแยกบทบาทของ Provider กับ Regulator ให้เด่นชัดมากขึ้น โดย กสธ และ กรมจะเน้นบทบาทในเรื่อง National Health Authority (NHA) ส่วนด้าน Provider จะเน้นในการพัฒนาเขตสุขภาพ วางเป้าหมายที่จะให้เขตสุขภาพสามารถให้บริการที่มีคุณภาพ บริการแบบเบ็ดเสร็จภายในเขต โดยลดการส่งต่อนอกเขต และเขตมีจำนวนประชากรที่เหมาะสมเพื่อให้เกิด Ecomomy of scale
  2. ศูนย์วิชาการจำเป็นต้องปรับบทบาทเพื่อให้ทำหน้าที่เป็น Regulator และ System Supportors
  3. มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ(สมช.) ร่วมกับกรมอนามัย ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์  โดยการสนับสนุนงบประมาณจาก สปสช.จึงจัดทำโครงการบูรณาการการทำงานป้องกันและส่งเสริมสุขภาพระดับเขต :พัฒนากลไกระบบสนับสนุนวิชาการและข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ (Integrated Health Promotion and Prevention in the regional Level : Academic and Information Support for Decision) โดยเรียกชื่อย่อว่า CPIPP (Child Policy Implementation for Health Promotion and Prevention) และได้เรียนเชิญ นพ.สมศักดิ์ ภัทรกุลวิณิชย์ เป็นประธานโครงการ รศ.พญ.ลัดดา เหมาะสุวรรณ เป็นตัวแทนจากราชวิทยาลัยกุมาร และ นพ.สมศักดิ์ ชุณห์รัศมิ์ จาก มสช.เป็นที่ปรึกษา
วัตถุประสงค์
  1. พัฒนาบทบาทของนักวิชาการของศูนย์วิชาการให้เป็น Smart Regulator and System Supportor.
  2. ส่งเสริมการทำงานร่วมกัน ระหว่างราชวิทยาลัย กับนักวิชาการศูนย์เขต เพื่อพัฒนากลไกระบบสนับสนุนวิชาการและข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ
การดำเนินงาน
  1. มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) เป็นผู้ประสานงานหลักระหว่างราชวิทยาลัย กรมอนามัย และ สปสช.เพื่อบริหารจัดการโครงการ ในเบื้องต้นได้ประสานงานราชวิทยาลัยกุมารฯ เพื่อเป็นต้นแบบ
  2. ศูนย์อนามัยที่ 4,5,11 เป็นศูนย์วิชาการนำร่อง เพื่อพัฒนานักวิชาการ โดยเน้นการดำเนินการในพื้นที่จริง และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สรุปบทเรียนจากประสบการที่ได้ทำจริง และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับราชวิทยาลัย และ มสช.
  3. พัฒนาระบบข้อมูลข่าวสาร โดยใช้โปรแกรม i Analysis เพื่อดึงข้อมูลจาก 21/43 แฟ้ม มาประมวลผล โดยในเบื้องต้นประมวลผลเพื่อให้ได้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับอนามัยแม่และเด็ก
  4. ราชวิทยาลัยสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับ สถานการณ์ของปัญหา และแนวโน้ม  Intervention ทั้งในและต่างประเทศเพื่อแก้ปัญหา และข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย หรือเพื่อการตัดสินใจ
  5. กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระหว่างนักวิชาการของศูนย์วิชาการ รวมถึงการถอดบทเรียน เพื่อที่จะนำไปสู่การขยายผลต่อไป
การถอดบทเรียน
  1. ได้เรียนรู้การพัฒนาฐานข้อมูลด้าน i Analysis เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการดึงข้อมูล แต่ต้องเสริมด้วยการทำ Rapid Survey ที่ควรบูรณาการเก็บข้อมูลในหลายๆด้าน ไปในเวลาเดียวกัน 
  2. การที่นักวิชาการจะเป็น smart Regulator and System Supportors นั้นต้องได้รับการพัฒนาทั้งการพัฒนาตนเอง และการพัฒนาจากภายนอก เช่นจากกรมอนามัยหรือจากศูนย์ รวมถึงจากราชวิทยาลัย ในการ Update สถานการณ์ Intervention เพื่อให้ได้ข้อเสนอแนะเพื่อการตัดสินใจ โดย
    1. การปรับทัศนคติของตนเอง (ปรับแบบ Transformation ไม่ใช่แค่ระดับ Perception)
    2. การ Update ความรู้ของนักวิชาการ ผ่านกระบวนการต่างๆ
    3. การเป็นศูนย์วิชาการได้ ในระดับบุคคลต้องเป็นนักวิชาการ ในระดับองค์กร ต้องพัฒนาให้เป็น Training Center เพื่อพัฒนา Health work force ในเขต
    4. ศูนย์ต้องตอบให้ได้ว่าในระบบสาธารณะสุข หรือเขตสุขภาพนั้นบทบาทของเราในเขตควรเป็นอย่างไร เช่นในเรื่องบริการ ก็ต้องเชื่อมกับ Service plan เชื่อมกับ CSO ให้ได้  ในระบบข้อมูลก็ต้องสามารถเข้าถึงข้อมูล และสามารถนำข้อมูลมาใช้ในการตัดสินใจได้ และสามารถเชื่อมกับ CIO ก็ได้  ในการ M&E ต้องสามารถชี้ให้เห็นปัญหา อันจะนำไปสู่คำตอบหรือวิธีการในการแก้ปัญหา และต้องเชื่อมกับผู้ตรวจราชการให้ได้
    5. ระบบข้อมูลของแต่ละเขตมีความหลากหลาย แต่ละเขตควรจะไปคิดว่าจะใช้วิธีการอย่างไร เพื่อให้ได้ข้อมูล เช่น จากระบบรายงาน หรือจากการ Survey ซึ่งต้องพิจารณาถึงความเป็นไปได้ว่าจะใช้วิธีไหน
    6. ควรมี Coomunity of Practice หรือ COP ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยเมื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้แล้วมีการถอดบทเรียน และมีที่รวบรวมความรู้ เช่นทำ Web site รวม เพื่อเป็นแหล่งรวมความรู้ และเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้
    7. การแลกเปลี่ยนมี 2 เรื่องคือ
      1. เรื่อง update content เช่น สถานการณ์และแนวโน้ม Intervention ทั่งในและต่างประเทศ, Key Activity ที่มี Evidence base Supportที่ควรทำคืออะไร
      2. เรื่อง Process สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ว่าจะจัดกระบวนการอย่างไร
  3. บทบาทของศูนย์อนามัย
    1. ชี้ เห็นว่าปัญหาอยู่ที่ตรงไหน และควรทำอะไร
    2. เชียร์ เพื่อให้พื้นที่เกิดความมั่นใจว่า เขาสามารถทำเองได้
    3. เชื่อม โดยทำหน้าที่เชื่อมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ แบ่งเป็น การเชื่อมเชิงระบบ เช่นการเชื่อมการส่งเสริมสุขภาพกับ DHS และเชื่อมสู่การแก้ปัญหา และการเชื่อมเพื่อแก้ปัญหาเพื่อให้เกิดความยั่งยืนก็ต้องเชื่อมเชิงระบบ
    4. ช่วย เพื่อช่วยให้พื่นที่สามารถก้าวข้ามปํญหา โดยเป็นการเรียนรู้ร่วมกัน หรือการสนับสนุนในด้านการฝึกอบรม
    5. ชม นำสิ่งที่ทำได้ดี มาชื่นชม และการชื่นชมเฉยๆไม่พอ ต้องนำมาถอดบทเรียน เพื่อเป็น Best Practice หรือ CPG หรือ Standard
  4. สิ่งที่จะต้องทำ สรุปได้ 3 I ได้แก่
    1. Information เพื่อใช้ในทุกกระบวนการบริหารจัดการได้แก่ การชี้ปัญหา ชี้ Key Activities ,Key Area, Information เพื่อ M&E รวมถึงเพื่อการตัดสินใจ เป็นต้น
    2. Innovation หรือ Intervention คือ Tools เพื่อใช้ในการแก้ปัญหา ต้องเริ่มที่ปัญหาหรือวินิจฉัยก่อนว่าปัญหาในเขตคืออะไร เมื่อทราบปัญหาแล้วถึงจะเลือกว่าจะใช้ intervention ในการรักษา อย่าเริ่มที่ Intervention ที่กรมมี แล้วพยายามไปยัดเยียดให้เขตเอาไปใช้
    3. Implementation ทำอย่างไรที่จะปรับใช้ Innovation หรือ Intervention ให้เหมาะสมกับบริบทของพื่นที่ เกิดประสิทธิภาพ มีประสิทธิผล คุ้มค่า คุ้มทุน
  5. การมีส่วนร่วมตั้งแต่ ร่วมคิด ร่วมทำ เช่นแบบสอบถาม 11/7 ของศูนย์ 11 ซึ่งจะทำได้ ต้องมีทุนอยู่เดิมในการร่วมมือกันทำก่อนหน้า โดยเครื่องมือดังกล่าวจะเป็นเหมือนแบบประเมินตนเอง เมื่อให้จังหวัดเห็นส่วนขาด เพื่อกำหนดโอกาสพัฒนาของเขาเอง โดยศูนย์ 11 จะเป็นตัวนำข้อมูลมาสู่การประมวลผล และการที่เอาผู้อาวุโสของเขต ลงไปทำการประเมินจะทำให้พื้นที่กระตือรือร้น ในกรณีที่ทำได้ดีก็นำมาชื่นชมในการจัดประชุม
  6. การสนับสนุนเป็นเรื่องที่สำคัญ เช่นที่ศูนย์ 5 สนับสนุน Server ให้กับเขต หรือสนับสนุนความเข้มแข็งให้กับ MCH board เป็นต้น

สรุปการจะเป็น Smart Regulator and system Supportor ได้ ต้องเตรียมพร้อมใน 2 เรื่องหลักคือ
  1. Information แม้ไม่มีคำตอบสำเร็จรูปสำหรับเรื่องนี้  แต่มีหลักการที่จะนำไปปฏิบัติคือ ควรจัด Hierachy ของข้อมูล ถ้าเป็น Outcome หรือ Intermediate outcome เช่น Behavior ควรใช้การระดับ Survey แทน Report และเป็นหน้าที่ของกรมวิชาการที่จะไปหาวิธีการเพือให้ได้ข้อมูลในระดับนี้ โดยไม่ใช้ระบบรายงานและไม่รบกวนพื่นที่อีก  สำหรับข้อมูลที่เป็น Process หรือ Activities ให้เป็นหน้าที่ของพื้นที่ที่จะไปคุยกันเองว่าจะใช้ report หรือจะใช้วิธีการอย่างไรเพื่อให้ได้ข้อมูล
  2. Knowledge & Evidence Base เพื่อนำไปสู่ทุกกระบวนการในการบริหารจัดการ ได้แก่ การบ่งชี้ปัญหา การวางแผน การกำกับติดตามประเมินผล การจะได้มาซึ่ง Knowledge มา 2 ทางคือ ทางที่ 1 จากการเปลี่ยน data ให้เป็น Information และใส่ความหมายให้ Information เพื่อให้ได้ Knowledge and Wisdom และ 2 ได้จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เช่น จาก COP หรือ จาก Forum เป็นต้น
อาจารย์ลัดดา
  1. ข้อมูลคือ Input ที่สำคัญและมีพลังมากที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ต้องแน่ใจว่าข้อมูลที่มีคุณภาพที่เชื่อถือได้ และสามารถที่จะอธิบายหรือสื่อสารให้เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น และมันจะเกิดผลอะไรตามมา  ข้อมูลไม่จำเป็นต้องเป็น Primary data  การนำ Secondary data มาใช้และใส่ความหมายให้กับข้อมูลและอธิบายง่ายๆให้พื้นที่ได้ทราบ อาจจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในชุมชน
  2. การบูรณาการ และการเชื่อมทุกส่วนที่เกี่ยวข้องมาช่วยกันทำงาน โดยเชื่อมการส่งเสริม ป้องกัน รักษา ฟื้นฟู และเชื่อมการทำงานของหน่วยงานในกรมเดียวกัน หรือกรมต่างในกระทรวงเดียวกัน  หรือจะลดรอยต่อหรือช่องว่างระหว่างกลุ่มวัยต่างๆ เช่น เรื่อง NCD เป็นเรื่องของกลุ่มวัยทำงาน แล้วเด็กอ้วนที่เป็นความดันสูง อยู่นอกกลุ่มวัยทำงาน ใครจะดูแลรับผิดชอบเป็นต้น
  3. Forum อย่ารอให้ส่วนกลางทำ ควรทำกันเองได้ เช่น Interhospital Conference ,หรืออาจจะคุยกันเองในโรงพยาบาล เช่น Journal Club. หรือจะใช้ Tele Conference
นพ.สมศักดิ์ ชุณห์รัศมิ์ (What worth of wisdom I can share with you?)
  1. Big data คือ การทำให้ข้อมูลที่มีอยู่ ให้เกิดประโยชน์อย่างมาก โดยใช้เทคนิคทาง Correlation โดยดูว่าตัวแปรตามนั้น มันสัมพันธ์กับตัวแปรอิสระอะไรบ้าง
  2. ได้บทเรียนจากการทำเรื่องข้อมูลคือ ข้อมูลที่ไม่ได้ใช้จะไม่ดี แต่ถ้ามันได้ใช้ในตอนแรกจะไม่ดี แต่เมื่อนำไปใช้แล้ว เห็นว่ามันยังไม่ดีพอ ก็จะเกิดการปรับปรุงข้อมูลให้มันดีขี้นๆ แม้จะมีแรงจูงใจที่แตกต่างกัน (บางคนทำข้อมูลให้ถูกทันเวลาเพื่อที่จะเบิกเงินได้มากขึ้น บางคนทำข้อมูลให้ถูกต้องเพราะกลัวว่าผลการดำเนินงานของตนไม่ดี)  เพราะฉะนั้นอย่าไปกลัวในเรื่องข้อมูลเชื่อถือไม่ได้ ในช่วงแรก แต่สิ่งที่ทำคือ
    1. ทำอย่างไรให้สามารถ Access ข้อมูลให้ได้ก่อน
    2. เอาข้อมูลไปเชื่อมกับงานที่ทำ เช่น DHS เมื่อพื้นที่เห็นว่ามันได้ใช้ก็จะสนใจที่จะไปทำตามมา
    3. ต้องชวนเจ้าของข้อมูลมาใช้ร่วมกัน อย่ากลัวในเรื่องการใช้ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์  เพราะข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์จะทำให้เกิดพลัง ในการทำให้มันสมบูรณ์ในภายหลัง จนมีคนพูดว่า นักระบาดวิทยา คือผู้ที่ work with dirty data with the clean mind and work with your partners
    4. กรม คร.ใช้ 30 cluster survey โดยไม่ใช้ระบบรายงานจนมาถึงตอนนี้
  3. วิธีการจัดการกับระบบข้อมูลมีวิวัฒนการ มีการเปลี่ยนแปลงไม่คงที่ และอนาคตจะเป็นอย่างไรก็ต้องติดตามดู  สมัยหนึ่งมองข้อมูลระดับ record เป็นไปไม่ได้ที่จะทำ ให้ทำการประมวลผลแล้วส่งเป็นรายงานดีกว่า  ตอนนี้เทคโนโลยีมันดีขึ้น เร็วขึ้น การ Online สามารถทำได้และถูกลง การเก็บข้อมูลในระดับ record แล้วส่งมาที่ Data Center เพื่อประมวลผล การเก็บข้อมูลมากๆ โดยไม่ให้เป็นภาระ และเพื่อให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ มีความเป็นไปได้  (เช่น google ใช้ข้อมูลที่พวกเราใช้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยคนใช้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถูกเก็บข้อมูลหรือคิดว่าเป็นภาระ มีแค่ความกังวลในเรื่องการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล)
  4. คำถาม ที่อยากให้แต่ละคนตอบในใจ คือ
    1. คนทำ In กับโครงการนี้หรือไม่ และเชื่อว่ามันคือสิ่งที่จะเป็นในอนาคต เพราะถ้า in และ เชื่อก็จะทำอย่างหนึ่ง ถ้าไม่ in ไม่เชื่อ ก็จะทำอีกแบบ
    2. What dose succes look like? สิ่งที่อยากเห็นคืออะไร คำตอบใช่ การพัฒนาสุขภาพของประชาชน โดยภาคึที่เกี่ยวข้อง โดยเรามี Value added (ไม่จำเป็นใช้ Key actors ก็ได้) แต่เป็นคนเติมคุณค่าให้กับทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง โดย Value added ของเราคือ ข้อมูลและความรู้  โดยให้พวกเราสามารถทำงานโดยใช้ Evidence and Knowledge Base โดย Evidence base คือ สามารถนำความรู้มาใช้ได้ ส่วน Knowledge base คือ Explicit + Tacit Knowledge ในยุคนี่ Explicit Knowledge หาง่ายจาก Google แต่ปัญหาคือ จะนำความรู้นั้นมาใช้อย่างไร 
    3. ประเด็นที่สำคัญคือการนำความรู้ไปใช้ในการแก้ปัญหา  ตัวที่จะบอกว่าเราสามารถแก้ปัญหาได้สำเร็จหรือไม่ คือ งานเป็นไปตามเป้าหมาย หรือได้ประโยชน์หรือไม่ และการจะบอกว่ามันบรรลุเป้าหมายก็ด้วยการวัด (you cannot improve if you can't measure.)  และทำได้ถูกทางและเข้าเป้าหรือไม่ (Do righ thing ก่อน เมื่อดู righ thing แล้ว ก็มาสู่คำถามที่ 2 ว่า Do thing right หรือไม่ สรุป ทำอะไร ต้องถามว่า
      1. ทำแล้วบรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่
      2. ถ้าได้ผล มีวิธีอื่นที่ใช้ทรัพยากรน้อยกว่านี้ได้หรือไม่หรือจะทำให้ดีกว่านี้ได้อย่างไร
  5. เขตสุขภาพ (เปลี่ยนชื่อจากเดิมคือเขตบริการสุขภาพ)  ความหมายของมันคืออะไร การบริการรวมถึงการส่งเสริม ป้องกัน รักษาฟื้นฟู ใช่หรือไม่ อย่ามองว่ากรมอนามัยจะทำเฉพาะ Program & Project เท่านั้น แต่การไปทำให้บริการเข้มแข็งก็เป็นเรื่องของเราด้วย โดยเมื่อทำไปแล้วเส้นแบ่งระหว่าง Program /Project และ Clinical Service มันแบ่งแยกกันยาก ศูนย์จะสร้าง Value added โดยผ่านยุทธศาสตร์ คือ เขตสุขภาพ ได้อย่างไร
  6. การทำให้บุคลากรกรมอนามัย เป็น Evidence and Knowledge Base งานวิชาการมี 3 ส่วนที่คนกรมอนามัยควรทำคือ
    1. Clinical Knowledge ส่วนใหญ่เรามีส่วนนี้ และส่วนนี้กำลังลดลง
    2. Public Health Knowledge เราพอมี แต่ยังขาดอยู่
    3. System Knowledge และ System analysis knowledge เราขาดอย่างมาก ทำอย่างไรถึงจะสามารถมองภาพรวมเชิงระบบ สามารถเชื่อม 6 buiding blocks ทั้ง Service delivery , Technology , Information , Finance และ Leadership ให้เป็นเนื้อเดียวกัน เช่นเรื่องพัฒนาการเด็ก ต้องคิดว่า จะทำ System Strengthening ต้องทำอะไรบ้าง  ซึ่งจะทำ System strengthening ได้ ต้องทำ system analysis ก่อน ไม่ใช่คิดเป็นกิจกรรมคือการฝึกอบรม การพัฒนาข้อมูล เป็นเรื่องแยกส่วนออกจากกัน 

เอกสารอ้างอิง
  1. เขตสุขภาพ นพ.ธีรพล โตพันธานนท์ ผู้ตรวจราชการเขต 12
  2. เขตสุขภาพ ฝันที่เป็นจริง นพ.สมศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์
  3. พัฒนาการเด็ก  รศ.พญ.ลัดดา เหมาะสุวรรณ
  4. ระบบและกลไกเขตสุขภาพ กรณีศึกษาศูนย์อนามัยที่ 4
  5. Multiple Indicators Cluster Survey
    1. MICS4 Executive Summary  Thai Eng
    2. MICS4 Full Paper Thai , Eng
    3. MICS3 Unicef Thai  ,Eng
  6. Child Development Paper - Susan P Walker / Patrice L Engle
    1. Making Early Childhood Interventions Effective 2007 Lancet Series on Child Development.
    2. Inequality in early childhood: risk and protective factors for early child development .Susan Walker Lancet 2007
    3. Strategies for reducing inequalities and improving develomental outcomes for young children in low and middle income countries.Patrice L Engle
  7. Promoting critical knowledge,skills and qualifications for sustainable development in Africa: Howto design and implement an effective response by education and training systems
ข้อมูลแม่และเด็ก เขตบริการสุขภาพที่ 5
Copyright © 2014 Department of Health : Ministry of Public Health