ผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 5 น.พ.ชลทิศ อุไรฤกษ์กุล
    
 
Untitled Document
Topic : พระราชวังพญาไทวันที่ 23 ก.ย. 56 ถึง 23 ก.ย. 56
ได้รับคำแนะนำจากผู้ใหญ่หลายท่านว่า ที่ศูนย์มีอาคารสโมสรเสือป่า ที่สร้างสมัยรัชกาลที่ 6 พวกเราควรไปสักการะรัชกาลที่ 6 และไหว้ท้าวหิรัญพนาสูร ที่อยู่ที่วังพญาไท หรือโรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า จึงลาพักร้อนไปพระราชวังพญาไทในวันที่ 23 กันยายน 2556 นอกจากจะได้ไปสักการะรัชกาลที่ 6 ไหว้ท้าวหิรัญพนาสูร ยังได้ถ่ายรูป (ไม่ได้เอากล้อง Single Len ไปถ่ายจาก IPAD) ซื้อหนังสือมาหลายเล่ม เล่มที่ใช้อ้างอิงในการเขียนบรรยายใต้ภาพ คือ พระราชวังพญาไท วันวานและวันนี้  และได้บูชารูปหล่อขนาด 6 นิ้วท้าวหิรัญพนาสูร เพื่อมาที่อาคารสโมสรเสือป่าด้วย 
พระราชวังพญาไท สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 หลังจากการเสด็จสวรรคตของรัชกาลที่ 6 ได้ปรับปรุงเป็นโฮเต็ลพญาไท  ที่ทันสมัยที่สุดในสมัยนั้น ต่อมาได้ใช้เป็นโรงพยาบาล ซึ่งก็คือโรงพยาบาลพระมงกุฏ ครั้นโรงพยาบาลได้สร้างตึกเพิ่มจากเดิมเป็นจำนวนมาก วังพญาไท เลยได้รับการอนุรักษ์เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ทราบประวัติสืบต่อไป พระบรมราชานุสาวรีย์ได้ดำเนินการจัดสร้างในปี 2514 เพื่อเป็นอนุสารีย์เตือนใจให้ข้าราชการและประชาชน สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ได้ใช้พระราชวังที่ประทับแห่งนี้เป็นสถานพยาบาลของกองทัพบกในระยะเริ่มแรก และกลายมาเป็นโรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้าในปัจจุบัน   (ที่มาของภาพ - )
เป็นพระบรมรูปหล่อด้วยทองสำริด ขนาดเท่าพระองค์จริงประทับยืน ทรงเครื่องแบบจอมทัพไทยประดิษฐานหน้าอาคารเทียบรถพระที่นั่ง ออกแบบโดย อาจารย์อนิก สัมบูรณ์ คณะจิตกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลาปากร   (ที่มาของภาพ - )
พระบรมนามาภิไธย รร.6 ย่อมาจากพระบรมนามาภิไธยเต็มว่า " สมเด็จพระรามราชาธิบดี รัชกาลที่ 6 "    (ที่มาของภาพ - )
พระคาถาพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ที่ประดิษฐ์อยู่หน้า พระบรมราชานุสาวรีย์   (ที่มาของภาพ - )
พระบรมราชานุสาวรีย์ สร้างขึ้นโดย พลโท สมุท ชาตินันท์ เจ้ากรมแพทย์ทหารบก และพลตรีประเดิม พืชผล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระมงกุฏในขณะนั้น ได้มีพิธีเปิดพระบรมราชาสาวรีย์แห่งนี้เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2515 โดยสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตน์ราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พระราชธิดาของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว   (ที่มาของภาพ - )
อาคารเทียบรถพระที่นั่ง เป็นอาคารชั้นเดียวอยู่หน้าพระที่นั่งพิมานจักรี โดยมีหลังคาเป็นดาดฟ้าเชื่อมต่อกับองค์พระที่นั่งในชั้นที่ 2 เคยเป็นเมโทรโปล ซึ่งเป็นสถานที่เลือกตั้งเชษฐบุรุษ และนคราภิบาลของดุสิตธานี และเป็นห้องบิลเลียดในสมัยโฮเทลพญาไท ช่วงเป็นโรงพยาบาลเคยเป็นสโมสรของนายทหารเสนารักษ์ เป็นห้องตรวจโรคนายทหารชั้นผู้ใหญ่ เป็นห้องทำงานของผู้บังคับบัญชาสานแพทย์ในช่วงแรกที่ศูนย์การแพทย์พระมงกุฏเกล้าตั้งอยู่ที่นี่ ต่อมาได้รับการปรับปรุงเป็นร้านกาแฟชื่อ "นรสิงห์ " ที่ด้านหน้าอาคาร ประดิษฐานพระราชลัญจกร ประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เรียกว่าพระราชวลัญจกรวชิระ เป็นรูปวชิราวุธ ยอดมีรัศมีประดิษฐ์บนพานแว่นฟ้า ตั้งอยู่เหนือตั่ง มีฉัตรกลีบบัวตั้งอยู่ 2 ข้าง เป็นสัญญลักษณ์ของพระนามาภิไธย "วชิราวุธ " ซึ่งหมายถึงศาสตรวุธของพระอินทร์   (ที่มาของภาพ - )
พระที่นั่งพิมานจักรี เป็นพระที่นั่งองค์หลักของพระราชวังพญาไท ลักษณะเป็นอาคารสูง 2 ชั้น มีหอยคอยสูงสำหรับเป็นที่ประดับพระพุทธรูป และเสาธงสำหรับชักธงมหาราช เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวประทับอยู่ที่นี่   (ที่มาของภาพ - )
แบ่งป็นมุขตะวันออกและตะวันตก เชื่อมกันด้วยฉนวน (ทางเดินเชื่อมมีเครื่องกำบัง 2 ข้าง สำหรับพระเจ้าแผ่นดินหรือเจ้านายฝ่ายในเสด็จเข้าออก)หินอ่อน   (ที่มาของภาพ - )
พระที่นั่งองค์นี้ประกอบด้วยห้องโถงท้องพระโรงทั้งชั้นล่างและชั้นบน ห้องพระบรรทม ห้องสรง ห้องทรงพระอักษร หอคอยหรือปัจจุบันนิยมเรียกว่าโดม ทรงกลมยอดแหลม ประดับด้วยแป้นเกล็ดไม้ และเจาะหน้าต่างขนาดเล็กโดยรอบ เป็นสถาปัตยกรรมยุโรปที่นิยมกันตั้งแต่ยุคโรมาเนสต์ และต่อเนื่องมาถึงยุคโกธิค เมื่อเป็นโฮเต็ลพญาไท ชั้นล่างเป็นที่ทำการของแผนกต่างๆ ชั้นบนเป็น Lobby และห้องชุด เมื่อเป็นโรงพยาบาลพระมงกุฏ ชั้นบนเคยเป็นห้องสมุด ด้านหลังชั้นบนเคยต่อเติมเป็นห้องผ่าตัด เมื่อ จอมพล สฤษโ ธนะรัชต์มาป่วยและรับการรักษาที่โรงพยาบาลแห่งนี้ นอกจากนี้ชั้นบนยังเป็นห้องทำงานของผู้บังคับบัญชาและห้องตรวจโรคทางหู คอ จมูก   (ที่มาของภาพ - )
พระที่นั่งไวกูณฐเทพยสถาน อยู่ทางทิศตะวันออกหรือด้านขวาของพระที่นั่ง พิมานจักรี เป็นพระที่นั่งสูง 3 ชั้น โดยในปี 2465 พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้กรมศิลปากรต่อเติมพระที่นั่งพิมานจักรีมุขตะวันออกเพิ่มขึ้นอีก 1 ชึ้น เพื่อใชัเป็นห้องพระบรรทม ห้องสรง ห้องทรงพระอักษร ในสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเป็นโฮเต็ลพญาไท ห้องพระบรรทม ได้ดัดแปลงเป็นห้องชุดที่ราคาแพงที่สุดของโฮเต็ลคือ  120 บาท ต่อคืน ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นห้องวิทยุกระจายเสียงกรุงเทพฯที่พญาไท  (อาคารที่มีโดมแต่เตี้ยกว่า คือ พระที่นั่งศรีสุทธนิวาส)   (ที่มาของภาพ - )
พระทีนั่งศรีสุทธนิวาส เป็นพระที่นั่งที่อยู่ทางทิศตะวันตกของพระที่นั่งพิมานจักรี มีหอคอยเล็กอยู่บนยอดตึก ยอดหอคอยประดับด้วยแป้นเกล็ดไม้ ที่ยอดหอคอยมีเสาธงสำหรับเชิญธงราชินีขึ้นสู่เสา เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี (เมื่อยังดำรงตำแหน่ง พระบรมราชินี) ประทับ ณ.ประที่นั่งนี้เพีบงลำพังพระองค์  ที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบ อิงลิชโกธิค เคยเป็นที่ประทับของพระนางลักษมีวาวัณย    (ที่มาของภาพ - )
พระที่นั้งเทวราชสภารมย์ สร้างในสมัยรัชกาลที่ 6 เพื่อให้สมเด็จพระราชชนนีพันปีหลวงใช้เป็นท้องพระโรง ประกอบพิธีทางพุทธศาสนา หรือเสด็จออกให้เฝ้า เป็นสถาปัตยกรรมแบบไบเซนไทม์มีลักษณะผสมของเปอร์เซียอยู่ด้วย    (ที่มาของภาพ - )
เมือ่ครั้งรัชกาลที่ 6 ประทับอยู่ที่วังพญาไท ท้องพระโรงแห่งนี้ใช้เป็นที่แสดงละคร จากบทพระราชนิพนธ์ ซึ่งพระองค์ทรงร่วมแสดงอยู่ด้วย  เมื่อครั้งเป็นโฮเต็ลพญาไท พระที่นี่งองค์นี้เป็นทั่เต้นรำ โดยมีคอร์ตเทนนิสอยู่ใกล้ เมื่อครั้งเป็นโรงพยาบาลพระมงกุฏ พระที่นี่งองค์นี้ใช้เป็นสโมสรคาเฟทีเรีย ช่วงต่อมาใช้เป็นที่ประดิษฐานพระมหานาคชินะวรานุสรณ์ ซึ่งต่อมาได้อัญเชิญไปประดิษฐ์ที่หอพระใหม่ด้านทิศเหนือพระราชวังพญาไท   (ที่มาของภาพ - )
พระที่นั่งอุดมวนาภรณ์ อยู่ทางทิศตะวันออกของพระที่นั่งไวกูณฐเทพยสถาน เดิมเป็นตึกของที่ทำการของกรมหาเล็ก เป็นตึกคลังในพระราชสำนึกสมเด็จพระพันปีหลวงเมื่อมาประทับที่วังพญาไท ต่อมารัชกาลที่ 6 ได้ปรับปรุงให้เป็นพระที่นั่งอีกองค์หนึ่งในพระราชวังพญาไท เพื่อเป็นที่ประทับของพระสุจริตสุดา พระสนมเอก และพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี จุดเด่นคือ ภาพเขียนสัลวดลายเถากุหลาบบนบานประตู (stain glass) ชั้นบนที่งดงามมาก และสียังคงเดิมอยู่จนถึงปัจจุบัน    (ที่มาของภาพ - )
บริเวณด้านในของพระที่นั่งจะต่อเชื่อมกัน ลวดเลยของเพดาน และพื้น มีความสวยงามและประณีต   (ที่มาของภาพ - )
 ด้านบนของประตูจะมี พระบรมนามาภิไธย รร.6    (ที่มาของภาพ - )
ลวดลายของเพดาน   (ที่มาของภาพ - )
พื้นกระเบื้องเคลือบ   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
ร้านกาแฟนรสิงห์ ด้านหน้าของร้านกาแฟ คือ ด้านหลังของอาคารเทียบรถพระที่นั่ง   (ที่มาของภาพ - )
บริเวณด้านข้างของพระที่นั้งอุดมวนาภรณ์ หรือด้านหลังตึกสมเด็จย่า 90 มีศาลท้าวหิรัญพนาสูร (องค์เล็กหรือองค์จำลอง)  เพื่อให้ประชาชนโดยเฉพาะคนไข้และญาติคนไข้ได้กราบไหว้   (ที่มาของภาพ - )
ขนาดของท้าวพิรัญพนาสูร จำลอง สูงประมาณ ครึ่งฟุด รูปจำลองท้ายท้าวหิรัญฯ ถือไม่เท้าด้วยมือซ้าย แต่องค์จริงถือไม่เท้าด้วยมือขวา   (ที่มาของภาพ - )
คาถาบูชาท้าวหิรัญฯ   (ที่มาของภาพ - )
สวนโรมัน (อยู่ระหว่างการปรับปรุง)   (ที่มาของภาพ - )
พระราชอุทยานทรงเรขาคณิต สถาปัตยกรรมสมัยเรอเนสซองต์ มีตุ๊กตาหินอ่อนประดับริมบันไดทางขึ้น เป็นที่ประทับพักผ่อนอริยาบทของรัชกาลที่ 6 ซึ่งบางครั้งโปรดที่จะสรงน้ำฝนที่สวนโรมัน ด้านหน้าจะมีสระน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งมีพระวรุณประทับยืนบนแท่นกลางสระน้ำ มีสระบัวเล็กๆอีก 2 สระ มีศาลาแบบโรมันบนเนินหญ้า ตัวศาลแบ่งออกเป็น 3 ตอน ตอนกลางมีโดมทรงกลมรับด้วยเสากรมเซาะร่อง หัวเสาประดับแบบคอรินเธียน บัวหัวเสาเป็นรูปใบอแคนตุส (ใบผักกาด) สองข้าง เป็นศาลาทรงเหลี่ยมไม่มีหลังคา มีคานพาดหัวเสาทั้ง 4 ด้าน (อยู่ระหว่างการปรับปรุง)   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
ศาลท้าวหิรัญพนาสูร (ฮู) เป็นศาลเทพารักษ์ประจำพระราชวังพญาไท สร้างขึ้นในสมัย ร.6 ปี พ.ศ. 2465    (ที่มาของภาพ - )
โดยโปรดเกล้าให้ นายแกลเล็ทตี ชาวอิตาเลี่ยน เป็นผู้ปั้นหล่อขึ้นเท่าองค์จริง ประดิษฐานด้านทิศเหนือ ด้านหลังของพระราชวังพญาไท ริมคลองสามเสน   (ที่มาของภาพ - )
ท้าวหิรัญพนาสูร (ฮู) เปรียบเสมือนเทพารักษ์หรือพระภูมิเจ้าที่ของพระราชวังพญาไท ซึ่งรัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้หล่อรูปปั้นขึ้น 4 ครั้งด้วยกัน โดยครั้งที่ 4 ทรงต้องการที่จะให้ท้าวหิรัญพนาสูรเป็นเทพารักษ์ประจำวังพญาไท จึงโปรดเกล้าให้นายตาบ พรพยัคฆ์ มหาดเล็กรับใช้ ป็นต้นแบบในการปั้นรูป และ มร.แกลเลตตี นายช่างชาวอิตาเลี่ยน จากกรมศิลปากร เป็นผู้หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ และประดิษฐานอยู่ทางทิศเหนือของพระราชวังพญาไท   (ที่มาของภาพ - )
คาถาบูชาท้าวหิรัญพนาสูร และประชาชนมักจะเซ่นไหว้ด้วยขนุน (ที่มา ? ) ท้าวหิรัญองค์ด้านหน้าเป็นรูปหล่อจำลองที่สร้างในปี 2556 เพื่อให้ประชาชนปิดทองในองค์หน้า และไม่ให้ปิดทองที่องค์จริงที่สร้างในปี 2465    (ที่มาของภาพ - )
จากหลักฐานตามหนังสือประกาศเชิญเทวดาสิงในรูปท้าวหิรัญพนาสูร ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระสมสตอมรพันธุ์กล่าวว่า "เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ได้เสด็จประพาสมณพลพายัพ คืนหนึ่งทรงพระสุบินนิมิตรเห็นอสูรชาวป่าชื่อ ฮู ซึ่งยึดมั่นในสัมมาปฏิบัติ มีความศรัทธาในพระองค์ ขอเป็นพระราชบริพารคอยรับใช้และพิทักษ์รักษาเบื้องพระยุคลบาทไม่ให้ภยันตรายมากล้ำกลาย เมื่อเสด็จกลับมาจึงโปรดเกล้า ให้ช่างเขียนประจำพระองค์ร่างรูปท่านฮู ตามที่ทรงพระสุบินให้ทอดพระเนตร และโปรดเกล้าให้หล่อรูปขึ้นดังกล่าวแล้ว  ท้าวหิรญพนาสูรมีการสะกด 2 แบบ แบบแรกสำหรับเรียกรูปหล่อขนาดเล็ก (ในการหล่อ 3 ครั้งแรก) เรียก ท้าวหิรันยพนาสูร แต่ชื่อท้าวหิรัญพนาสูร เป็นชื่อพระราชทานรูปหล่อรูปใหญ่ที่ท้ายพระราชวังพญาไท   (ที่มาของภาพ - )
หอพระประดิษฐ์พระมหานาคชินะวรวรานุสรณ์มงกุฏราช อยู่บริเวณใกล้ๆกับศาลท้าวหิรัญพนาสูร   (ที่มาของภาพ - )
พระมหานาคชินะวรวรานุสรณ์มงกุฏราช เป็นพระพุทธรูปประจำวังสุโขทัย สร้างขึ้นเพื่อถวายพระราชกุศลอุทิศแด่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ.2532 โดยใช้เงินส่วนหนึ่งี่เหลือจากงานอุปสมบทหมู่นักเรียนแพทย์ทหารครั้งที่ 1 โดยจำลองแบบจากพระมหานาคชินะ ซึ่งรัชกาลที่ 6 ได้ทรงสร้างไว้ ณ.พระตำหนักปั้นหยา วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อครั้งทรงผนวช เป็นพระพุทธรูปนาคปรก ซึ่งเป็นประจำวันพระราชสมภพ    (ที่มาของภาพ - )
พระนาม พระมหานาคชินะวรวรานุสรณ์มงกุฏราช ได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานโดยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี   (ที่มาของภาพ - )
ไม้ตะเคียน ที่อยู่บริเวณเดียวกับศาลท้าวหิรัญพนาสูร และหอพระ พระมหานาคชินะวรวรานุสรณ์มงกุฏราช ที่มีประชาชนกราบไหว้   (ที่มาของภาพ - )