ผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 5 น.พ.ชลทิศ อุไรฤกษ์กุล
    
 
Untitled Document
Topic : วัดประดู่ อารามหลวง อ.อัมพวา จังหวัดสมุทรสงครามวันที่ 31 ธ.ค. 58 ถึง 31 ธ.ค. 58
เป็นวัดสร้างในสมัยอยุธยา ประมาณปี 2320 รัชกาลที่ 5 เคยเสด็จประพาสต้น และมาทำอาหารที่หน้าวัดแห่งนี้เมื่อวันที่ 21 ก.ค.รศ 123 (พ.ศ.2447) ซึ่งทางวัดได้ทำพิพิธภัณฑ์ เครื่องราชศรัทธา รัชกาลที่ 5 นำสิ่งของที่ได้รับพระราชทาน ได้แก่ เรือพระที่นั่ง ปิ่นโต และอื่นๆอีกทั้งหมดรวม 32 รายการ และรูปปั้นดินสอพอง เสมือนจริงที่ท่านเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันได้ปั้นไว้ คำบรรยายและบางภาพนำจาก web site วัดประดู่ พระอารามหลวง
วัดประดู่ เป็นวัดโบราณสร้างขึ้นในสมัย กรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ราวพุทธศักราช 2320 จากหลักฐานที่ปรากฏพบว่ามีแก่นไม้ประดู่ด้านหนึ่ง เจาะเป็นช่องสี่เหลี่ยมยาวขนาดเท่าใบลานใช้เป็นที่อัดใบลาน ได้นำไปไว้ที่ศาลเจ้าพ่อประดู่ นอกจากนี้ วัดประดู่ ยังเป็นวัดที่มีเรื่องเล่าและประวัติศาสตร์ ที่น่าสนใจมากมาย มีทั้งขุมสมบัติมหาศาลและลายแทงสมบัติ ที่มีรูอยู่เก้าแห่ง รูไหนแจ้งให้แทงรูนั้น ตรงไหนเปียกไม่ยอมแห้งให้แทงรูนั้น มีบางคนเคยเห็นเป็ดเงินและเป็ดทองคำออกมาเดินเล่นน้ำฝนและหายลงไปในสระ ยังมีพระพุทธรูปทองคำหน้าตัก ประมาณสองศอก จมตกหายลงไปในสระ ปัจจุบันได้สร้างอุโบสถหลังใหม่ทับปิดสระน้ำไปแล้ว และมีเรือชะล่าใหญ่จมลงไปในสระ มักมีนักแสวงโชคมาขุดหาสมบัติแต่สุดท้ายมักคว้าน้ำเหลว
 วัดประดู่ นับว่าเป็นวัดประวัติศาสตร์ ในสมัยหลวงปู่แจ้ง ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จประพาสต้นทางชลมารคมายัง วัดประดู่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พุทธศักราช 2477 และทรงเสวยพระกระยาหารเช้าที่วัดประดู่ พระองค์ทรงมีพระราชศรัทธาต่อ หลวงปู่แจ้ง สมัยนั้นหลวงปู่แจ้ง เป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเป็นที่เลื่อมใส ศรัทธาของพุทธศาสนิกชนชาววัดประดู่ เมื่อพระองค์เกิด พระราชศรัทธาต่อ หลวงปู่แจ้ง ได้นิมนต์หลวงปู่แจ้งเข้าไปใน พระราชวังหลายครั้งด้วยกัน ที่สำคัญพระองค์ได้ถวายเครื่องราชศรัทธา ที่สำคัญๆ อันทรงคุณค่าไว้ให้หลวงปู่แจ้งเช่น เรือเก๋งพระที่นั่ง พระแท่นบรรทม ตาลปัตร ปิ่นโตสลักบาตร เป็นต้น 
                     จนกระทั่งใน พ.ศ. 2543 จึงได้จัดตั้ง " พิพิธภัณฑ์เครื่องราชศรัทธา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 " ลักษณะเป็นอาคารทรงไทย 2 ชั้น 5 หลังคาแฝด ปิดทองฝาสกลทั้งหลัง เพื่อให้ประชาชนทั่วไป ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเครื่องราชศรัทธา และเป็นสมบัติของชาติสืบต่อไปและเพื่อเป็นแหล่งฝึกอบรมและพัฒนาเยาวชนให้เป็น ยุวมัคคุเทศก์อีกด้วย   (ที่มาของภาพ - )
พระครูพิศาลจริยาภิรม ชาวบ้านมักจะเรียกท่านว่า พระมหาสุรศักดิ์ เป็นพระนักพัฒนาและฝึกอบรมเยาวชนในชุมชนให้เป็นยุวมัคคุเทศก์ พาผู้มีจิตศรัทธาเข้าชมพิพิธภัณฑ์พร้อมอธิบายเรื่องราวที่มาที่ไปได้อย่างคล่องแคล่วสนุกสนาน เป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งที่ท่านต้องการให้เยาวชนเข้าวัดสนใจในพุทธศาสนา ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์จากหลักธรรมคำสอนมาปฏิบัติใช้ได้จริง พร้อมกันนี้ยังได้สนับสนุนให้จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ศิลปะวัฒนะธรรมการทำหัวโขน เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และฝึกทำหัวโขนและเศียรครูต่าง ๆ มีการศึกษาเรียนรู้และสาธิตโดยไม่มีการหวงวิชาแต่อย่างใด
                      หลวงพ่อมหาสุรศักดิ์เป็นผู้วางรูปแบบในการพัฒนาวัดให้เกิดความสะอาด สงบ ร่มรื่น และเป็นแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นชุมชน อันเป็นแนวทางให้โครงการ “ วัดเป็นศูนย์กลางชุมชน ” ประสบความสำเร็จและเป็นแนวทางในการพัฒนาวัดไปสู่ความสำเร็จและเป็นแนวทางในการพัฒนาวัดไปสู่ความยั่งยืน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีนักเรียน นักศึกษา รวมถึงผู้มีจิตศรัทธาแวะเวียนเข้าไปเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมและกราบนมัสการสนทนาธรรมกับท่านมหาสุรศักดิ์อย่างไม่ขาดสาย   (ที่มาของภาพ - )
 พระราชประวัติเสด็จประพาสต้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ณ วัดประดู่ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม รัตนโกสินทร์ ศก 123 ณ สถานที่แห่งนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยเจ้าฟ้าหลายพระองค์ และข้าราชบริพารได้เสด็จทางชลมารคโดยเรือพระที่นั่งรองเพื่อเสด็จประทับแรมที่จังหวัดสมุทรสงคราม   (ที่มาของภาพ - )
กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้บันทึกไว้ใน จดหมายเหตุเรื่องประพาสต้น ในรัชกาลที่ 5 ถึงเรื่อง เกี่ยวกับวัดที่เมืองสมุทรสงครามนี้ไว้ว่า
                     “...วันที่ 21 กรกฎาคม เวลาเช้าเสด็จประพาสตลาด ไปพบยายเจ้าของเรือที่แกเคยเห็นเจ้าชีวิต 3 หน แกพาลูกมาเฝ้า ทรงพระกรุณาพระราชทานเครื่องแต่งตัวแก่เด็กนั้นหลายอย่าง ประพาสตลาดแล้วออกเรือจากเมืองราชบุรี กระบวนเรือพลับพลาให้ล่องลงไปตามลำน้ำใหญ่ไปคอยที่เมืองสมุทรสงคราม เสด็จเรือมาด 4 แจว มีเรือต้นที่ซื้อใหม่เป็นเรือพระที่นั่งรอง พ่วงเรือไฟเล็กเข้าทางแม่น้ำอ้อม ไปแวะซื้อเสบียงอาหารที่ตลาดปากคลองวัดประดู่.... .ออกจากตลาดแจวเข้าคลองเล็กไปจนถึงวัดประดู่ หยุดพักทำครัวเสวยเช้าที่วัดนั้น กองล้างชาม เที่ยวตรวจได้ความแปลกประหลาดที่วัดนี้ว่าเป็นหมอน้ำมนต์ มีผู้ที่เจ็บไข้ไปคอยรดน้ำมนต์รักษาตัวอยู่หลายคนได้ความว่าเป็นโรคผีเข้าบ้าง ถูกกระทำย่ำยีบ้าง และโรคอย่างอื่นๆบ้าง เมื่อเลี้ยงกันเสร็จแล้ว จึงพร้อมกันไปดูรดน้ำมนต์ รดน้ำมนต์อย่างนี้ฉันก็พึ่งเคยเห็น คนพูดจากันอยู่ดีๆ พอเข้าไปนั่งให้พระรดน้ำ ก็มีกิริยาอาการวิปลาศไปต่างๆ...”

  (ที่มาของภาพ - )
ศาลาเก๋งเรือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 สร้างขึ้นเมื่อพุทธศักราช 2541 ขนาดกว้าง 7.50 เมตร ยาว 16 เมตร ลักษณะเป็นทรงไทยชั้นเดียว พื้นเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ปูพื้นด้วยกระเบื้องดินเผา หลังคามุงกระเบื้องเคลือบ   (ที่มาของภาพ - )
 เดิมเก๋งเรือพระราชทานนี้ หลวงปู่แจ้งได้รับพระราชทานถวายจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งเสด็จประพาสต้นมายังวัดประดู่แห่งนี้ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พุทธศักราช 2447 ณ สถานที่แห่งนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดี กระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยเจ้าฟ้าหลายพระองค์ และสมเด็จข้าราชบริพารได้เสด็จทางชลมารคโดยเรือพระที่นั่ง (เรือมาด 4 แจว เรือมาด 4 แจวคือ เรือที่ใช้แจวนับว่าเป็นเรือเก่าแก่ชนิดหนึ่งของไทย ขุดจากซุงไม้สักหรือตะเคียนขนาดต่างๆ กัน ตามประเภทของเรือ การขุดแต่งง่ายกว่าเรือชนิดอื่นๆ เป็นเรือขุดไม่เสริมกาบหัวเรือแบน กว้าง มีหลายขนาด ที่พระองค์ทรงใช้เพื่อประสงค์มิให้ผู้ใดรู้ว่าเสด็จไป ซึ่งเป็นที่มาของการเสด็จประพาสต้น) พระองค์ก็ได้จอดแวะพักและผูกเรือพระที่นั่ง ณ ต้นสะเดา เพื่อทำครัวเสวยพระกระยาหารเช้า และได้เสด็จกลับไปเมื่อเวลา 15.00 น. เก๋งเรือพระราชทานนี้ปัจจุบันทางวัดได้บูรณะซ่อมแซม จากของเดิมที่ชำรุดให้มีความสมบูรณ์สวยงาม   (ที่มาของภาพ - )
ประโยชน์ของศาลาเก๋งเรือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
                     1.เป็นการจัดแสดงให้เยาวชน และประชาชนทั่วไปได้เห็นความสวยงามของเก๋งเรือ
                     2.เป็นการแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับวัด
                     3.เป็นการระลึกถึงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
                     4.เป็นการอนุรักษ์วัตถุสำคัญทางประวัติศาสตร์
                     5.เป็นแหล่งเรียนรู้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ทราบถึงลักษณะของเรือในรัชกาลที่ 5   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
หลวงพ่อใหญ่ (พระพุทธชินสีห์บารมีแสน) วัดประดู่ พระอารามหลวง  เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์โบราณ สร้างขึ้นในสมัยอยุธยา ศิลปะล้านช้าง พระวรกายประกอบด้วยหินศิลาแลง อายุประมาณ 500 ปี เป็นพระประธานคู่วัดประจำอุโบสถหลังเก่าซึ่งสร้างขึ้นสมัยอยุธยาตอนปลายจนมาถึงสมัยท่านพระครูนิพัทธวรกาย (หลงปู่เอี้ยง สุวณฺณปทุโม) อดีตเจ้าอาวาสได้ทำการสร้างอุโบสถหลังใหม่ พ.ศ.2497 ได้ทำการรื้ออุโบสถหลังเดิม ซึ่งชำรุดทรุดโทรมมากยากต่อการบูรณะปฏิสังขรณ์ใหม ่ได้จึงอาราธนาหลวงพ่อใหญ่ซึ่งเป็นพระประธานองค์เดิมขึ้นประดิษฐานในพระอุโบสถหลังใหม่ปัจจุบัน ซึ่งภายในสวยงามด้วยภาพเขียนผนังสีสันสดใสสวยงาม ตรงกลางด้านหลังพระประธาน เป็นภาพเขียนต้นพระศรีมหาโพธิ์ บริเวณด้านข้างหน้าต่างทั้งซ้าย และขวา มีเทวดาหุ่นปั้นประจำวันมากมาย   (ที่มาของภาพ - )
พิพิธภัณฑ์เครื่องราชศรัทธา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู้หัว ชั้นบนจะเก็บของเก่าที่รัชกาลถวายให้วัดประดู่ในคราวเสด็จประพาสต้นเมื่อ รศ.123 และรูปเกจิอาจาราย์ในจังหวัดสมุทรสงคราม ส่วนด้านล่างจะเก็บเครื่องใช้สมัยก่อน รวมถึงบุคคลทีีมีชือที่เกิดในจังหวัดสมุทรสงคราม   (ที่มาของภาพ - )
ภายในพิพิธภัณฑ์ จะมีรูปปั้นเสมือนจริง ซึ่งปั้นจากดินสอพอง โดยพระมหาสุรศักดิ์ เจ้าอาวาสเป็นผู้ที่ปั้นเอง   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
ด้านล่างของพิพิธภัณฑ์ จะเก็บของเก่า ทั้งเครื่องใช้ต่างๆ และบุคคลสำคัญที่เกิดในจังหวัดสมุทรสงคราม   (ที่มาของภาพ - )
ครูเอื้อ สุนทรสนาน หัวหน้าวงสุนทราภรณ์ เกิดที่จังหวัดสมุทรสงคราม   (ที่มาของภาพ - )
ฝาแฝดติดกัน อิน กับ จัน ก็เกิดที่สมุทรสงคราม   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
ตาชั่งโบราณ   (ที่มาของภาพ - )
เครื่องบดยาโบราณ   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
ปปั้นช้างที่อยู่ข้างอุโบสถมีโยมคนหนึ่งนำมาถวาย เรื่องช้างนี่ก็เป็นเรื่องแปลก คืออาตมาตอนสมัยเป็นเณรเคยไปช่วยเขาสร้างวัดที่เชียงใหม่ เป็นไทยใหญ่อพยพมา วิหารก็เป็นไม้ขัดแตะ มุงแฝก อาตมาก็ไปช่วยทำใหม่ ทำกุฏิให้อะไรให้ ทีนี้ก็มีหมอดูดวงพยากรณ์ เรียกว่าตำราไทยใหญ่ เขาบอกว่าอาตมาขี่ช้างมาเกิด มีหม้อมาใบหนึ่ง ก็ฟังไว้เท่านั้น ไม่ได้คิดอะไรมากมาย พอไปทอดผ้าป่าที่พิษณุโลก ไปเจออาจารย์อยู่องค์หนึ่งกับหลวงปู่อ่อน วัดเนินมะเกลือ จังหวัดพิษณุโลก พอไปถึงก็มีพระบอกว่าอาจารย์รูปนี้แกพยากรณ์ว่าวันนี้จะมีพระน้องชายในอดีตชาติมาหา ซึ่งวันนี้มีอาตมาไปองค์เดียว แกก็เลยพาไปหาอาจารย์ ไปถึงก็ไปไหว้ท่าน ท่านบอกว่าเราเป็นพี่น้องกันนะ 3 องค์ มีหลวงปู่อ่อน แก แล้วก็อาตมา เราเคยเกิดเป็นช้างข้ามน้ำกันมา ไม่เชื่อท่านมหาลองหงายฝ่าเท้าดูสิ ฝ่าเท้าของผมกับของท่านจะเหมือนกัน ก็เลยหงายฝ่าเท้าขึ้นมาดู เหมือนกันเปี๊ยบเลยอย่างกับฝ่าเท้าเดียวกัน มันก็แปลกดีเหมือนกัน แต่ฝ่าเท้าคนอื่นก็ไม่เหมือนนะ แล้วอยู่ๆ โยมก็เอารูปปั้นช้างตัวใหญ่มาถวาย อาตมาก็เลยตั้งถวายนามว่า  “ พญาฉัททันต์ ”   (ที่มาของภาพ - )
ภาพวาดที่วาดสมัยรัชกาลที่ 2   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )