ผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 5 น.พ.ชลทิศ อุไรฤกษ์กุล
    
 
Untitled Document
Topic : วัดมหาธาตุวรวิหาร จังหวัดราชบุรี ของเก่า 4 ยุค ทวารวดี เขมร อยุธยา รัตนโกสินทร์วันที่ 16 เม.ย. 57 ถึง 16 เม.ย. 57
กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนวัดมหาธาตุวรวิหารให้เป็นโบราณสถานระดับชาติ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร มี ศิลปะโบราณวัตถุและโปราณสถานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนมีจำนวน 7 รายการ ได้แก่ 1.โคปุระและกำแพงแก้ว 2.พระวิหารนอกระเบียงคต 3.ระเบียงคต 4.พระปรางค์ 5.พระมณฑป 6.เจดีย์รายหน้าพระมณฑป และ7.พระอุโบสถ 
ภาพที่นำมาแสดง ที่เป็นภาพปัจจุบัน จะไปถ่ายเองยังสถานที่จริง ภาพอดคีตค้นหาจาก Web site ราชบุรีศึกษา และจากการ Convert pdf ให้เป็น jpg ของการศึกษา "ศาสนสถานประจำเมืองราชบุรี ข้อมูลใหม่จากการดำเนินงานทางโบราณคดี ในวัดมหาธาตุวรวิหาร ราชบุรี " ส่วนคำบรรยายหรือความรู้ต่างๆ ได้จาก web site ซึ่งมักจะเขียนต่อๆกันมาโดยข้อมูลที่เหมือนกัน และไม่อ้างอิงที่มา จึงไม่สามารถอ้างอิง original แต่โดยปกติผู้เขียนจะพยายามอ้างที่มาของภาพเพื่อแสดงความเคารพต่อเจ้าของงานเขียนที่ให้ความรู้
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสวัดมหาธาตุวรวิหาร ราชบุรี เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2431 และได้ทรงพระราชนิพนธ์คำกลอนบรรยายถึงวัดมหาธาตุในบทพระราชนิพนธ์ตามเสด็จไทรโยค ครั้งที่ 3 ไว้ว่า พระองค์ได้เสด็จฯ เข้าไปในวัดมหาธาตุทางทิศตะวันออก และยังได้ทรงบรรยายสภาพวัดมหาธาตุไว้อย่างละเอียด " ...พระมหาธาตุตั้งหลังวิหาร อย่างโบราณแบบเขมรเช่นแต่ก่อน ตรงด้านหน้าคูหาสักสองตอน บันไดจรขึ้นได้ที่ในองค์.." และ "....พระระเบียงรอบห้อมล้อมจังหวัด สี่เหลี่ยมชัดช่องประตูอยู่ด้านหน้า ด้านอื่นไปไม่มีทางเข้ามา พระศิลแดงตั้งผนังราย..."   
 เมื่อพิจารณาจากภาพจะเห็นว่าสภาพโดยรอบพระปรางรกมากเนื่องจากรัชกาลที่ 2 ได้ย้ายที่ตั้งของเมืองจากฝั่งขวาของแม่น้ำกลองมาตั้งอยู่ที่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำแม่กลอง(บริเวณกรมการทหารช่างในปัจจุบัน)ประมาณปี 2360 เนื่องจากสมรภูมิเดิมถ้ารบกับพม่าที่มักจะมาทางทุ่งเขางู เวลาถอยจะติดแม่น้ำแม่กลองด้านหลังทำให้ถอยยากจึงทำการย้ายเมืองไปฝั่งซ้าย หลังย้ายเมืองทำให้ฝั่งขวาของแม่น้ำแม่กลอง รวมถึงบริเวณวัดมหาธาตุเป็นเมืองร้าง และวัดมหาราชก็เป็นวัดร้างด้วย ในสมัยรัชกาลที่ 5 จึงได้ย้ายกลับมาที่ฝั่งขวาแม่น้ำแม่กลอง ประมาณปี 2440 (สันนิษฐานว่าเนื่องจากมีการสร้างทางรถไฟ ที่ผ่านทางขวาแม่น้ำแม่กลองจึงต้องย้ายเมืองกลับ โดยศูนย์กลางของเมืองจะอยู่ที่บริเวณถนนวรเดช เลียบแม่แม่กลอง จากภาพ รัชกาลที่ 5 เสด็จวัดมหาธาตุเมื่อปี 2431 ก่อนที่ย้ายเมืองมาทางฝั่งขวา สภาพวัดจึงรกร้างเนื่องจากเป็นวัดร้างอยู่   (ที่มาของภาพ - ราชบุรีศึกษา)
พระปรางมหาธาต ถ่ายในสมัย รัชกาลที่ 6 สันนิษฐานว่าสร้างทับอาคารเดิมในสมัยอยุธยาตอนต้น (ประมาณพุทธศตวรรษที่ 20-21)ประกอบด้วยปรางค์ประธานและปรางค์บริวาณขนาดย่อมจำนวน 3 องค์ ตั้งอยู้บนฐานเดียวกันทางทางทิศเหนือ ทิศใต้ และทิศตะวันตก ทรวดทรงองค์ประธานมีลักษณะเพรียวกว่าปราสาทแบบเขมร มีการย่อมุมและตกแต่งลวดลายปูนปั้นที่ส่วนฐาน ส่วนองค์เรือนธาตุ และส่วนยอด ทิศตะวันออกของปรางประธานมีบันไดและมุขยื่นออกมาทางด้านหน้า แผนผังองค์พระปรางค์มีลักษณะคล้ายคลึงกับปรางค์วัดมหาธาตุจังหวัดลพบุรี ปรางค์วัดพุทไธสวรรค์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขณะที่ลวดลายปูนปั้นส่วนใหญ่ซ่อมแซมสมัยอยุธยาตอนกลาง พุทธศตวรรษที่ 22 และหลังสุดเมื่อ 50 ปีมานี้   (ที่มาของภาพ - หอจดหมายแห่งชาติ คำบรรยาย คัดลอกจากหนังสือพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ราชบุรี)
พระปรางค์วัดมหาธาตุวรวิหาร จังหวัดราชบุรี ถ่ายประมาณปี 2501 ก่อนที่จะทำการบูรณะ โดยถ่ายทางทิศเหนือ ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม เนื่องจากถ่ายในมุมของทางทิศเหนือจึงไม่เห็นวิหารหลวงที่อยู่ทางทิศตะวันออก   (ที่มาของภาพ - ราชบุรีศึกษา)
ภาพพระปรางค์ (ถ่ายจากทางทิศ) ก่อนที่จะมีการสร้างระเบียงคตรอบพระปรางค์ จะเห็นเจดีย์ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งปัจจุบันได้พังลงแล้ว และพบพระบรมสาริกธาตุใต้ฐานเจดีย์ดังกล่าว ปัจจุบันได้นำพระอาทิมงคลมาประดิษฐานในที่ดังกล่าว ส่วนพระปรางค์บริวารที่ลูกศรชี้ เป็นปรางค์บริวารทางทิศเหนือ และที่เห็นอีกองค์ เป็นพระปรางค์บริวารด้านทิศตะวันตก ส่วนพระปรางค์บริวารด้านทิศใต้ มองไม่เห็นเนื่องจากถูกพระปรางค์ประธานบังไว้ มุขทางด้านทิศตะวันตก คือมุขที่ต่อจากพระปรางค์ประธาน    (ที่มาของภาพ - ศาสนสถานประจำเมืองราชบุรี ข้อมูลใหม่จากการดำเนินงานทางโบราณคดี ในวัดมหาธาตุวรวิหาร ราชบุรี)
จากการขุดค้นเพื่อลงไปดูในชั้นดินต่างๆ ทำให้ทราบความจริงดังนี้
1.ได้มีการสร้างประสาทศิลปเขมร (ในบริเวณของวิหารหลวงในปัจจุบัน) ประมาณพุทธศควรรษที่ 18  คาดว่าน่าจะมีลักษณะคล้าย ปราสาทเมื่องสิงห์ จังหวัดกาญจนบุรี หรือประสาทกำแพงแลง จังหวัดเพชรบุรี  
2.ส่วนพระปรางค์ สร้างในสมัยอยุธยาตอนตั้น ราวพุทธศตวรรษที่ 21-22 โดยสร้างหลังประสาทศิ่ลปเขมร ไม่ได้สร้างทับบนตัวปราสาทเดิม ตามข้อสันนิษฐานเดิม
3.กำแพงแก้วท่อนแรกศิลปเขมร ส่วนท่อนหลังศิลปอยุธยา เนื่องจากมีการสร้างพระปรางค์ใหม่ถัดจากปราสาทศิลปเขมรไปทางทิศตะวันตก จึงจำเป็นต้องขยายกำแพงแก้วไปทางทิศตะวันตกเพิ่มขึ้น
  (ที่มาของภาพ - ศาสนสถานประจำเมืองราชบุรี ข้อมูลใหม่จากการดำเนินงานทางโบราณคดี ในวัดมหาธาตุวรวิหาร ราชบุรี)
ซุ้มประตูด้านตะวันออก เขมรเรียกซุ้มประตูว่า "โคปุระ" และภาพจำลองโคปุระ ซึ่งการทำปราสาทในศิลปะเขมร จะพิถีพิถันในการทำซุ้มประตูทางเข้าหรือโคปุระ   (ที่มาของภาพ - ศาสนสถานประจำเมืองราชบุรี ข้อมูลใหม่จากการดำเนินงานทางโบราณคดี ในวัดมหาธาตุวรวิหาร ราชบุรี)
ในปี 2551-2553 ได้ทำการขุดเพื่อศึกษาข้อเท็จจริงในบริเวณวัดมหาธาวรวิหาร   (ที่มาของภาพ - ศาสนสถานประจำเมืองราชบุรี ข้อมูลใหม่จากการดำเนินงานทางโบราณคดี ในวัดมหาธาตุวรวิหาร ราชบุรี)
ภาพวิหารหลวงในอดีคก่อนการบูรณะ   (ที่มาของภาพ - ศาสนสถานประจำเมืองราชบุรี ข้อมูลใหม่จากการดำเนินงานทางโบราณคดี ในวัดมหาธาตุวรวิหาร ราชบุรี)
ตำแหน่งวิหารหลวง ความยาว 9 ห้อง มีมุขเด็จและบันไดขึ้น 2 ข้างของมุขเด็ด   (ที่มาของภาพ - ศาสนสถานประจำเมืองราชบุรี ข้อมูลใหม่จากการดำเนินงานทางโบราณคดี ในวัดมหาธาตุวรวิหาร ราชบุรี)
ภาพจำลองกำหนดตำแหน่งบนแผนผัง กับรูปภาพที่ถ่ายจากสถานที่จริง   (ที่มาของภาพ - ศาสนสถานประจำเมืองราชบุรี ข้อมูลใหม่จากการดำเนินงานทางโบราณคดี ในวัดมหาธาตุวรวิหาร ราชบุรี)
ภาพจำลอง ถ้าปราสาทศิลปเขมรไม่พังไปก่อน น่าจะมีรูปทรงคล้ายประสาทเมืองสิงห์ จังหวัดกาญจนบุรี หรือ ประสาทกำแพงแลง จังหวัดเพชรบุรี   (ที่มาของภาพ - ศาสนสถานประจำเมืองราชบุรี ข้อมูลใหม่จากการดำเนินงานทางโบราณคดี ในวัดมหาธาตุวรวิหาร ราชบุรี)
ซุ้มประตูด้านตะวันออก (โคปุระ) เป็นส่วนหนึ่งของศาสนสถานอิทธิพลศิลปะเขมรแบบบายน (พุทธศตวรรษที่ 18) จากการดำเนินงานทางโบราณดคพบว่า ส่วนของซุ้มประตูมีแผนผังเป็นรูปกากบาท ด้านหน้าหันไปทางทิศตะวันออก ด้านข้างมีปีกซุ้มประตูอยู่ทั้ง 2 ข้าง ฐานประตูมีลักษณะเดียวกันกับฐานกำแพงแก้ว ต่อมาในสมัยอยุธยาได้ถูกรื้อถอดชิ้นส่วนออกไป ทำให้หลักฐานที่พบไม่สมบูรณ์ ไม่สามารถยืนยันรูปแบบอาคารตั้งแต่ส่วนผนังอาคารได้ บริเวณซุ้มประตูทางด้านตะวันออก พบแนวศิลาแลงก่อเป็นพื้นยื่นออกมาจากซุ้มประตูเดิม และพบชิ้นส่วนเสาประดับกรอบประตู สลักจากหินทราบ  พร้อมด้วยฐานบัวหินทราย เดิมคงมีราวบันได เนื่องจากพบประติมากรรมหินทรายรูปครุฑหยุดนาคด้วย   (ที่มาของภาพ - )
กำแพงแก้ว สร้างมาตั้งแต่สมันเขมรยุคต้น  ล้อมปรางค์(ปราสาท)  มีรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสต่อมาเขมรยุคปลาย  ได้เปลี่ยนทับหลังกำแพงจากปาลารี  หรือบาลี (ปลายหอก)  เป็นพระแผง  ครั้งถึงสมัยอยุธยาได้ขยายบริเวณพระปรางค์เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าโดยกำแพงครึ่งท่อนหลังได้อิฐสร้าง  ฉะนั้นกำแพงปรางค์วัดมหาธาตุจึงเป็น ๒ ยุค  คือครึ่งท่อนหน้าเป็นเขมร  ครึ่งท่อนหลังเป็นอยุธยา    (ที่มาของภาพ - )
ด้านหน้าของกำแพงพระปรางค์เป็นกำแพงยุคเขมร    (ที่มาของภาพ - )
กำแพงพระปรางค์ท่อนหลัง  จะใช้อิฐสร้าง เป็นยุคอยุธยา    (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
ซากฐานเจดีย์เดิม ที่อยู่ภายในกำแพงพระปรางค์หรือกำแพงแก้ว   (ที่มาของภาพ - )
เมื่อมองผ่านซุ้มประตูหน้า (โคปุระ) จะเห็นเสา 2 เสา ด้านหลังจะเป็น วิหารหลวง ถัดจากวิหารหลวงจะเป็นวิหารคดรอบพระปรางค์ แล้วถึงจะเห็นพระปรางค์    (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
พระภิกษุและสามเณรวัดมหาธาตุวรวิหาร ร่วมกันถ่ายรูปหมู่ประจำพรรษา ปี พ.ศ.2503 หน้าพระวิหารหลวงพ่อมงคลบุรี ก่อนการบูรณปฏิสังขรณ์ระเบียง ในภาพยังเห็นเจดีย์บนฐานด้านหน้าวิหาร ปัจจุบันเจดีย์ได้ปรักหักพังไปไม่มีแล้ว วิหารหลังนี้ เคยใช้เป็นที่ตั้งโรงเรียนพระอภิธรรมราชบุรี และได้ทำการปรับปรุงวิหารหลวงใหม่ (ดูในภาพถัดไป)   (ที่มาของภาพ - ราชบุรีศึกษา)
วิหารหลวงในปัจจุบัน (พ.ศ.2557)   (ที่มาของภาพ - วัดมหาธาตุ)
วิหารหลวงอยู่ด้านหน้าของพระปรางค์    (ที่มาของภาพ - )
ฐานของวิหารทางทิศเหนือปูด้วยศิลาแลง   (ที่มาของภาพ - )
รูปหล่อจำลอง พระมงคลบุรี องค์หลังเรียกพระศรีนัคร์   (ที่มาของภาพ - )
สามเณรน้อย ยืนถ่ายรูปที่ด้านหน้าวิหารหลวงพ่อมงคลบุรี น่าจะถ่ายอยู่ในช่วงหลังปี พ.ศ.2494 จะสังเกตเห็นหลวงพ่อมงคลบุรี ยังทาสีขาวทั้งองค์และจีวรทาสีเหลือง มาในปี พ.ศ.2538 จึงได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์ และทาเป็นสีดำทั้งองค์อย่างที่เห็นในปัจจุบัน   (ที่มาของภาพ - ราชบุรีศึกษา)
พระมงคลบุรีในปัจจุบัน (ปี 2537) ทาสีทองทั้งองค์ เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นศิลปะอยุธยาตอนต้นก็เรียกอู่ทองหน้าหนุ่มก็เรียก  พุทธลักษณะพระพักตร์สุโขทัย พระองค์ยาว พระชาณุสั้น(ตัวยาวเข่าสั้น)เป็นเอกลักษณ์ของพระอู่ทองยุคหลัง  ขนาดหน้าตักกว้าง ๘ ศอก ๑ คืบ   (ที่มาของภาพ - )
ถ่ายให้เห็นพระมงคลบุรี หันหน้า และพระศรีนคร์หันหลัง ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่วิหารหลวง โดยหันหลังชนกัน เป็นความหมายให้พระช่วยระวังหน้าระวังหลัง ตามความเชื่อของคนยุครั้น ถือเป็นพระประจำเมืองของสมัยอยุธยา (ยุดทวารวดี พระประจำเมืองได้สร้างพระพุทธรูปหิน ห้อยพระบาท ปางปฐมเทศนา ประดิษฐไว้ 4 มุมเมือง ประดิษฐานอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์ พระนคร 1 องค์ พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา อยุธยา 1 องค์และที่พระปฐมเจดีย์ 2 องค์  สำหรับเมืองชยราชบุรี คือ พระอาทิมงคล ยุคเขมรสมัยพระชัยวรมันที่ 7 ได้สร้างพระพุทธรูปนาคปรก ปางสะดุ้งมาร ด้วยหินทรายสีขาวไว้ประจำปรางค์ เรียก เรียกพระชัยพุทธมหานาท ส่วนในสมัยรัตนโกสินทร์สร้าง ๔ องค์เช่นกันพระราชทานไปประดิษฐานสี่มุมเมืองปะเทศ  ทิศเหนือประดิษฐานที่จังหวัดลำปาง  ทิศตะวันออกประดิษฐานที่จังหวัดสระบุรี  ทิศใต้ประดิษฐานที่จังหวัดพัทลุง  ทิศตะวันตกประดิษฐานที่เขาแก่นจันทร์  จังหวัดราชบุรี  เรียกพระนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ   (ที่มาของภาพ - )
วิหารราย มี 4 หลัง อยู่ภายในกำแพงแก้ว แต่นอกวิหารคต ใช้เก็ยพระพุทธรูป   (ที่มาของภาพ - )
วิหารรายหลังที่ 2   (ที่มาของภาพ - )
วิหารรายหลังที่ 3   (ที่มาของภาพ - )
วิหารรายหลังที่ 4   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
บ่อผสมปูน   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
แนวศิลาแลงทางด้านขวามือ คือแนววิหารคต (ล้อมประสาทศิลปเขมร) ทางด้านทิศเหนือ   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
ศาลาอกแตก ซึ่งทางวัดได้เก็บวัตุถุโบราณแสดงที่ศาลานี้   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
ชิ้นส่วนเท่าทวารบาล   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
ด้านซ้ายมือสุด ชิ้นส่วนโกลนรูปบุคคล   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
ชิ้นส่วนหลังตาระเบียงคด โดยระเบียงคตในที่นี้ คือระเบียงคดที่ล้อมรอบ ปราสาทศิลปเขมร ที่ถูกรื่อถอนไปแล้ว โดยสร้างวิหารหลวงทับลงบริเวณที่เป็นประสาทประธานศิลปเขมรในอดีต   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
ประตูที่จะก้าวเข้าไปสู่ระเบียงคด ล้อมรอบพระปรางค์ ที่สร้างในสมัยอยุธยา   (ที่มาของภาพ - )
บริเวณระเบียงคต จะเป็นสถานที่เก็บพระพุทธรูป่างต่างๆ และพระพุทธรูปสมัยต่างๆ   (ที่มาของภาพ - )
ครุฑหยุดนาค ?   (ที่มาของภาพ - )
ระเบียงคตที่ทำใหม่ เป็นที่เก็บพระพุทธรูป ปกติจะมีการสร้างระเบียงคตล้อมรอบพระธาตุ ระเบียงคตคือมุมของระเบีบงที่รอบตัวพระปรางค์   (ที่มาของภาพ - )
 ระเบียงคต หรือวิหารคต เป็นอาคารเก็บพระพุทธรูป  โดยที่วัดมหาธาตุ  เป็นอารามสำคัญประจำเมือง  เมื่อเมืองราชบุรีย้ายข้ามฝั่งไป  วัดต่างๆจึงร้างโดยมากและร้างตลอดไปเว้นวัดมหาธาตุวรวิหารจะมีผู้มาบูรณะขึ้นใหม่  ในขณะเดียวกันก็รวบรวมพระพุทธรูปจากวัดร้างต่างๆ  มาเก็บไว้ ณ วัดมหาธาตุ   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
พระปรางค์ เป็นสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น (พุทธศตวรรษที่ 20-21) ประกอบด้วยพระปรางค์ประธานและพระปรางค์บริวาร 3 องค์บนฐานเดียวกันทางทิศเหนือ ทิศใต้ และทิศตะวันตกของปรางค์ประธาน มีการตกแต่งองค์พระปรางค์ทั้งหมดด้วยลวดลายปูนปั้นอย่างงดงาน ด้านตะวันออกของพระปรางค์ประธานมีบันไดและขึ้นมุขยื่น ภายในเป็นคูหาเชื่อมต่อกับพระปรางค์ ผนังภายในองค์พระปรางค์ทุกด้านมีภาพจิตรกรรมรูปพระอดีตพุทะเจ้า สันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในสมัยเดียวกันกับการสร้างองค์พระปรางค์ และภายในคูหาพระปรางค์มีที่ประดิษฐาน พระชัยพุทธมหานาทหรือพระพันปี ซึ่งสันนิษฐานว่าสร้างโดยพระชัยวรมันที่ 7 กษัตริย์ของเขมร   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
ด้านอื่นๆอีก 3 ด้านของปรางประธานเป็นซุ้มจระนำ ประดิษฐานพระพุทธรุปประทับยืน   (ที่มาของภาพ - )
ระฆังหินโบราณ   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
ธรรมจักรที่อยู่หน้าปรางค์ประธานทางทิศตะวันออก โดยส่วนล่างที่เป็นฐานรองธรรมจักรเป็นของเก่า ส่วนตัวธรรมจักร มีส่วนบนบริเวณ 12 นาฬิกาเท่านั้นที่เป็นของเก่า ส่วนที่เหลือทำขึ้นทีหลัง    (ที่มาของภาพ - )
พระธรรมจักรของเก่าคาดว่าสร้างในสมัย ........ (หาข้อมูลเพิ่ม)   (ที่มาของภาพ - )
ซูมให้เห็นส่วนของธรรมจักรที่บริเวณ 12 นาฬิกาที่เป็นของเก่า ส่วนที่เหลือเป็นของใหม่ที่ทำขึ้นทีหลัง   (ที่มาของภาพ - )
ซูมให้เห็นส่วนฐานที่วางธรรมจักรที่เป็นของเก่าเช่นกัน   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
ครุฑยุดนาค   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
พระนอนอยู่ทางทิศตะวันออก   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
พระอาทิมงคล เดิมประดิษฐานที่ปางค์ประธาน ต่อมาเศียรถูกโจรกรรมไป ทางราชการไปจับได้ที่ท่าเรือคลองเตยในขณะที่จะส่งออกนอก ปัจจุบันได้บูรณะและประดิษฐานอยู่บนฐานเจดีย์เก่าด้านตะวันออกเฉียงเหนือของปรางค์ประธาน ตามคติของคนโบราณ จะมีการสร้างพระประจำเมือง เมื่อสร้างเมืองใหม่ สันนิษฐานว่า  เมื่อย้ายเมืองชยราชบุรีจากคูบัวมาลง ณ ตำแหน่งวัดมหาธาตุวรวิหาร  ได้สร้างวิหารประดิษฐานพระอาทิมงคล ณ ตำแหน่งที่เป็นวิหารหลวงปัจจุบัน   (ที่มาของภาพ - )
ที่ปรางค์ประธานทางทิศตะวันออกจะมีมุขหน้าอยู่ ซึ่งมีบันไดขึ้นไปสู่ห้องภายในปรางค์ประธานได้ โดยประตูจะเปิดให้ปีละครั้งเท่าน้น คือวันมาฆบูชา และวันปกติจะปิด   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
ภายในภาพบนซ้ายพระ บนขวาคือจินตกรรมฝาผนังบน
องค์ล่างซ้ายและขวา คือ พระชัยพุทธมหานาค หรือหลวงพ่อพันปี    (ที่มาของภาพ - )
พระชัยพุทธมหานาถ เป็นพระปางนาคปรก สะดุ้งมาร สร้างด้วยหินทรายสีขาว ศิลปเขมร จะผิดกับพระนาคปรกทั่วไปที่เป็นปางสมาธิ ประดิษฐ์ที่คูหาปรางค์ประธาน สันนิษฐานว่าสร้างโดยพระชัยวรมันที่ 7   (ที่มาของภาพ - ถ่ายจากหนังสือ ภายในวัดมหาธาตุวรวิหาร ราชบุรี)
  (ที่มาของภาพ - )
พระชัยพุทธพุทธมหานาถ (มองจากด้านข้าง) จากศิลาจารึกปราสาทพระขรรค์ที่พระชัยวรมันที่ 7 ที่ทรงโปรดเกล้าให้จารึกขึ้นว่า "ได้ทรงพระราชทานพระชัยพุทธมหาถ ไปประดิษฐยังศาสนสถานตามเมืองต่างๆจำนวน 23 แห่ง ซึ่งมีชื่อเมืองตั้งอยู่ที่ราชบุรี 2 แห่งด้วยกัน คือ ที่ชยราชปุรี ที่สันนิษฐานกันว่า คงเป็นเมืองราชบุรีที่มีพระปรางค์วัดมหาธาตเป็นศูนย์กลาง กับ ศัมพูกปัฏฏนะ ที่สันนิษฐานว่าคงเป็นเมืองโบราณโกสินารายณ์ ต.ท่าผา อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี  และเมืองอื่นๆ ประกอบด้วย เมืองลโลทยปุระ (สันนิษฐานว่าเป็นเมืองละโว้ ลพบุรี)ที่มีศาสนาสถานปรางค์แขก ศาลพระกาฬ และพระปรางค์ 3 ยอดเป็นศาสนสถานสำคัญของเมือง เมืองสุวรรณปุระ (สันนิษฐานกันว่าคงเป็นชุมชนโบราณที่มีโบราณสถานเนินทางพระ ต.หนองแจง อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี เป็นศาสนสถานสำคัญศูนย์กลางเมือง ศรีชัยสิงหบุรี (สันนิษฐานกันว่าเป็นประสาทเมืองสิงห์ จ.กาญนบุรี) ศรีชัยวัชรปุรี (สันนิษฐานว่าเป็นจังหวัดเพชรบุร ที่มีประสาทกำแพงแลง ในวัดกำแพงแลง ต.ท่าราบ อ.เมือง จ.เพชรบุรี
ธิดา สารยา คลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงของอดีตที่ราชบุรี  หน้า 104-106   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
พระมณฑป อยู่ทางทิศเหนือของพระปรางค์ นอกกำแพงแก้ว หน้าพระอุโบสถ   (ที่มาของภาพ - )
เดิมด้านซ้าย หรือทางทิศเหนือของพระปรางค์ (ที่จำพรรษาของพระสงฆ์ปัจจุบัน)  เป็นอีกวัดหนึ่ง  เรียกวัดหน้าพระธาตุ  เพราะผู้ที่จะเดินทางมานมัสการพระมหาธาตุทางหนึ่งจะต้องมาขึ้นเรือ  (มิใช่ลงเรือ)  ที่ท่าวัดนี้เป็นวัดคู่กับวัดลั่นทม (สำนักประชุมนารีปัจจุบัน) วัดนี้  มีหน้าที่ดูแลพระมหาธาตุ  หลักฐานเรื่องนี้ได้จากองค์พระปฐมเจดีย์และพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช  จะมีวัดอยู่  ๔ วัด  รอบองค์พระปฐมเจดีย์และพระบรมธาตุ  มีหน้าที่ดูแลพระปฐมเจดีย์และพระบรมธาตุ   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
อยู่ด้านหน้ามณฑป  เดิมมี ๘ ห้อง  ถูกรื้อถอนไป  ๓ องค์  ถูกตัดแปลงไป ๑ องค์  สันนิษฐานว่าเป็นเจดีย์บรรจุอัฐิของบุคคลสำคัญของเมืองราชบุรี  เพราะเป็นเจดีย์ใหญ่กว่าเจดีย์บรรจุอัฐิของคนทั่วไป  และเป็นรูปทรงล้อลักษณะเจดีย์ยุคสุโขทัย    (ที่มาของภาพ - )
สร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยา  ต่อมาหลังคาได้พังลง  เนื่องจากวัดมหาธาตุได้เคยร้างไปช่วงหนึ่งตอนย้ายเมือง  ต่อมาถึงรัชสมันพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  หลวงพ่อบุญมา  ปฐมเจ้าอาวาสยุคหลังสุด  พร้อมด้วยทายิกา  ได้บูรณะขึ้นใหม่ ดังนั้นพระอุโบสถหลังนี้  ฐานเป็นศิลปะอยุธยา  (อ่อนเป็นรูปสำเภา)  หลังคาเป็นรัตนโกสินทร์ยุคต้น   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )