ผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 5 น.พ.ชลทิศ อุไรฤกษ์กุล
    
 
Untitled Document
Topic : ไหว้พระขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของจังหวัดราชบุรีวันที่ 14 เม.ย. 57 ถึง 14 เม.ย. 57
สิงศักดิสิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดราชบุรีที่คนราชบุรีมักไปกราบไหว้เนื่องในวันสงกรานต์ได้แก่ 1.หลวงพ่อแก่นจันทน์ วัดช่องลม 2.ศาลคุณตาหลักเมือง 3.พระพุทธนิรโรคันตราย ชัยวัฒน์จตุรทิศ ที่ประดิษฐานอยู่ยอดเขาแก่นจันทน์
ภาพ retouch โดยด้านซ้ายสุดคือหลวงพ่อแก่นจันทน์ วัดช่องลม ตรงกลางคือ พระพุทธนิรโรคันตราย ชัยวัฒน์จตุรทิศ ประดิษฐานอยู่ที่ยอดเขาแก่นจันทน์ และขวามือสุดคือ ศาลหลักเมือง อยู่ที่กรมการทหารช่าง   (ที่มาของภาพ - นพ.ชลทิศ อุไรฤกษ์กุล)
วัดช่องลม ต.หน้าเมือง อ.เมือง จังหวัดราชบุรี วัดช่องลมเป็นวัดโบราณ สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี สืบไม่ได้ว่าใครเป็นผู้สร้าง ปัจจุบันที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๑๔ ไร่ ๓ งาน ๘๐ ตารางวา ตามโฉนดเลขที่ ๑๒๒๙๔ เนื้อที่ของวัดมีลักษณะเป็น ๔ เหลี่ยมผืนผ้าคางหมู คือ ทางทิศตะวันตกกว้าง ทิศตะวันออกแคบ อยู่ในเขตเทศบาล ห่างจากศาลากลางจังหวัดในปัจจุบัน ประมาณ ๒ กิโลเมตร
 
วัดช่องลมนี้จะได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งแรกเมื่อใดนั้นสืบไม่ได้ เพราะเป็นวัดโบราณ
  (ที่มาของภาพ - )
ก่อนหน้ามาประดิษฐานที่วิหาร หลวงพ่อแก่นจันทน์อยู่ในพระอุโบสถ ทางวัดพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่สะดวกต่อผู้คนผู้มากราบไหว้บูชา บางคนมาเจอกับที่พระสงฆ์ทำสังฆกรรม เช่น วัดสวดพระปาฏิโมกข์ วันบวชนาค หรือเป็นวันพระที่พระกำลังแสดงธรรมอยู่ ก็เข้ากราบไหว้บูชาไม่ได้ จึงคิดสร้างวิหารสำหรับเป็นที่ประดิษฐานให้หลวงพ่อแก่นจันทน์ใหม่ ให้เป็นที่ของท่าน โดยเฉพาะเปิดให้ประชาชนเคารพกราบไหว้ได้ทุกเวลา   (ที่มาของภาพ - )
ปัจจุบันนี้หลวงพ่อแก่นจันทน์ประดิษฐานอยู่ที่วิหารทรงจัตุรมุข โดยพระเทพญาณมุนี (ประเทศ กวีธโร ป.ธ.๖) อดีตเจ้าอาวาสวัดช่องลม และที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดราชบุรีได้สร้างถวาย  ที่ประชุมได้มอบหมายให้ พลตรีกมล วิจิตร์คดีพล เป็นผู้หาช่างออกแบบวิหาร และได้ทำการวางศิลาฤกษ์เมื่อ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๒๒ ได้อาราธนาสมเด็จพระธีรญาณมุนี (ธีร์ ปุณฺณโก) แห่งวัดจักรวรรดิราชาวาส เป็นองค์ประธานวางศิลาฤกษ์ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๒๔ ได้อาราธนาสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินฺธโร) แห่งวัดสามพระยา เป็นองค์ประธานยกช่อฟ้า วันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๒๕ ได้อาราธนาหลวงพ่อแก่นจันทน์ออกจากพระอุโบสถแห่มาประดิษฐานไว้ที่วิหารและได้ทำการสมโภชวิหารโดยได้อาราธนาท่านเจ้าคุณพระธรรมวโรดม แห่งวัดปทุมคงคา เป็นองค์ประธานเปิดงาน   (ที่มาของภาพ - )
ระเบียงรอบวิหารหลวงพ่อแก่นจันทน์ จัดไว้ให้ประชาชนจุดธูปเทียน ด้านนอก แล้วค่อยเข้าไปถวายดอกไม้และปิดทองด้านในวิหาร   (ที่มาของภาพ - )
หลวงพ่อแก่นจันทน์เป็นพระพุทธปฏิมา สร้างด้วยไม้แก่นจันทน์ มีความสูงตั้งแต่พระบาทถึงพระเกศมาลา ๒.๒๖ เมตร (ประมาณ ๕ ศอก) เป็นพระพุทธปฏิมาปางอุ้มบาตร แต่เมื่อพิจารณาดูแล้วไม่ใช่อุ้มบาตรเหมือนพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรทั่วๆ ไป บาตรของหลวงพ่อแก่นจันทน์เหมือนสวมอยู่ในถุงบาตร และมีสิ่งหนึ่งยาวประมาณ ๑ คืบ ยื่นออกมาจากขอบถุงบาตรซึ่งอยู่ติดกับขอบปากบาตรทั้งสองข้าง พิจารณาดูแล้วเหมือนม้วนผ้าที่ยื่นออกมาสำหรับมือจับ พระหัตถ์ทั้งสองของหลวงพ่อแก่นจันทน์ทั้งสองข้างจับอยู่ที่ม้วนผ้านั้นเพื่อไม่ให้บาตรหลุด ผู้ที่มีความรู้ในทางดูลักษณะพระพุทธรูปได้บอกว่าเป็นพระสมัยทวารวดี บ้างก็ว่าเป็นพระสมัยอยุธยา แต่ความเห็นส่วนตัวคิดว่าน่าจะเป็นศิลปสมัยอยุธยามากกว่า   (ที่มาของภาพ - )
ภายในวิหารหลวงพ่อแก่นจันทน์ ด้านหลังจะมี รอยพระพุทธบาท และหลังรอยพระพุทธบาท จะมีพุทธรูป (คล้ายพระพุทธโสธร ?) และด้านหลังเป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดช่องลม   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
มีเรื่องเล่าว่า หลวงพ่อแก่นจันทน์ลอยน้ำมา ชาวบ้านนำขึ้นมาประดิษฐานที่วัดช่องลม และมีประเพณีการแห่หลวงพ่อแก่นจันทน์ทางน้ำ เมื่อสมัยก่อนนั้น เมื่อถึงวันกลางเดือน ๑๒ จะทำพิธีแห่หลวงพ่อแก่นจันทน์โดยทางเรือทุกปี คือ วันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๒ นิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ทำการเวียนเทียนสมโภชท่าน รุ่งขึ้นถวายภัตตาหารเช้า-เพลแก่พระสงฆ์ พระสงฆ์ฉันเสร็จแล้วอาราธนาหลวงพ่อแก่นจันทน์ลงเรือต่อลำใหญ่ซึ่งประดับด้วยฉัตรธงทิวสวยงาม แล้วมีเรือยาวหลายลำลากจูง แห่ไปทางตอนใต้ก่อน แห่ไปจนถึงวัดคุ้งกฐินแล้วแห่กลับขึ้นไปทางเหนือแห่จนไปถึงวัดโคกหม้อแล้วก็กลับมาที่วัดช่องลม กลางคืนก็มีมหรสพสมโภช ตามที่ได้ทราบว่า สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้สำเร็จราชการในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ท่านมาปฏิบัติงานอยู่ที่จังหวัดราชบุรี ก็ได้มาเป็นประธานจัดงานสมโภชแห่หลวงพ่อแก่นจันทน์โดยทางเรือเหมือนเมื่อสมัยก่อน    (ที่มาของภาพ - )
แต่ในสมัยปัจจุบันนี้เปลี่ยนเป็นมาใช้รถยนต์แทนเรือ คือเมื่อถึงวันตรุษสงกรานต์วันแรกจะนำรถยนต์ขนาดใหญ่เปิดหลังคาประดับประดาอย่างสวยงามแล้วอาราธนาหลวงพ่อแก่นจันทน์ขึ้นสู่รถแห่ไปรอบตลาดเมืองราชบุรี โดยมีแตรและเล่าโก้เป่าและเต้นนำหน้า และมีพระสงฆ์ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ของหลวงพ่อแก่นจันทน์แก่ประชาชนด้วย เมื่อแห่รอบตลาดและประพรมน้ำพระพุทธมนต์เสร็จแล้ว ฝ่ายทหารของกรมการทหารช่างราชบุรีก็มารับเอาหลวงพ่อแก่นจันทน์ไปประดิษฐานไว้ที่หน้ากอง บ.ก.กรมทหารช่างเพื่อให้ประชาชนได้นมัสการกราบไหว้เป็นเวลา ๖ วัน เพราะทางกรมการทหารช่างจัดงานสมโภชเจ้าพ่อหลักเมือง ๖ วัน   (ที่มาของภาพ - )
พระพุทธรูประจำวันเกิด ที่อยู่ในวิหารหลวงพ่อแก่นจันทน์   (ที่มาของภาพ - )
ชาวบ้านมาสรงน้ำหลวงพ่อแก่นจันทน์หน้าวิหารหลวงพ่อแก่นจันทน์ และจะมีการพุทธภิเษกในวันเสาร์ 5 ซึ่งโบราณเชื่อว่า วันเสาร์ 5 หรือวันเสาร์ เดือน 5 ขึ้น 5 ค่ำ หรือแรม 5 ค่ำ ถือเป็นวันดีในการพุทธาภิเษก ซึ่งปีนี้ตรงกับงันที่ 19 เม.ย.57 ซึ่งตรงกับวันเสาร์ แรม 5 ค่ำเดือน 5    (ที่มาของภาพ - )
อีกมุมหนึ่งของวิหารหลวงพ่อแก่นจันทน์   (ที่มาของภาพ - )
ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ซึ่งอยู่ที่กรมการทหารช่าง เดิมเมืองราชบุรีอยู่ที่ฝั่งวัดมหาธาตุ ซึ่งอยู่ที่ฝั่งขวาของแม่น้ำแม่กลอง ยังเหลือกำแพงเมืองเก่าอยู่(เวลาจะดูว่าอยู่ฝั่งซ้ายหรือฝั่งขวาของแม่น่ำ ให้หันหน้าไปตามทิศที่แม่น้ำไหลลงทะเล พื้นที่ที่อยู่ด้านขวาคือฝั่งขวา พื้นที่ที่อยู่ด้านซ้ายมือ ถือว่าอยู่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำ) ต่อมาได้ย้ายไปอยู่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำแม่กลอง บริเวณกรมการทหารช่างปัจจุบัน ในสมัยรัชกาลที่ 2 ซึ่งมีกำแพงเก่าและประตูเมืองให้เห็นอยู่จนถึงปัจจุบัน    (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
พิธีการฝังหลักเมือง
            โกสินทร์มิได้มีการกล่าวหรืออ้างอิงในเรื่องของหลักเมืองเลย จนกระทั่งมาถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย(รัชกาลที่ ๒) ได้มีการย้ายเมืองราชบุรีตามที่ได้กล่าวมาแล้ว และปรากฏหลักฐานว่า ทรงจัดให้มีพิธีฝังหลักเมือง มีการสมโภช ๓ วัน ๓ คืน ตั้งแต่วันอังคาร แรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๖ ปีฉลู จุลศักราช ๑๑๗๙ พ.ศ.๒๓๖๐ จนถึงวันพฤหัสบดี แรม ๑๕ ค่ำ เวลา ๗ นาฬิกา ถึงกำหนดฤกษ์ฝังหลักเมือง ซึ่งก็สรุปได้ว่า หลักเมืองราชบุรีเรียกกันว่าศาลเจ้าพ่อหลักเมืองนั้น ตั้งขึ้นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ ๒ นั่นเอง เมื่อฝังหลักเมืองตามตามกำหนดฤกษ์แล้วจึงได้มีการก่อสร้างกำแพงเมืองก่อด้วยอิฐถือปูน มีใบเสมา มีป้อม ๖ ป้อม มีประตู ๖ ประตู และยังก่อสร้างสิ่งอื่นๆ อีกด้วย
  (ที่มาของภาพ - )
เมืองราชบุรีได้ย้ายมาตั้งอยู่บริเวณวัดมหาธาตุ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่วัดมหาธาตุหรือมีวัดมหาธาตุเป็นแกนเมือง ตั้งอยู่ ณ ริมแม่น้ำเฃแม่กลองฝั่งตะวันตก (ฝั่งขวา) ส่วนนอกเมืองก็จะมีวัดอรัญญิก ซึ่งบริเวณเมืองราชบุรีในสมัยลพบุรีนี้อยู่ในเขตท้องที่ ตำบลเจดีย์หัก และตำบลหลุมดิน ส่วนหนึ่งของเนินดิน กำแพงเมืองด้านตะวันออก ถูกถมทำเป็นถนนสายที่ผ่านไปยังเขางู เมืองราชบุรี ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่วัดมหาธาตุนั้น เท่าที่ปรากฏหลักฐานได้ตั้งอยู่เป็นเวลาหลายร้อยปี นับว่าเป็นเมืองตั้งอยู่ที่เดิมได้นานที่สุดเมืองหนึ่งในประเทศไทย มีอายุยืนนานมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระองค์ทรงดำริว่าที่ตั้งเมืองวซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันตกหรือฝั่งขวาของแม่น้ำแม่กลองเสียเปรียบในเชิงยุทธศาสตร์กับพม่าที่เข้ามารุกรานอยู่เสมอ จึงได้โปรดเกล้าให้ย้ายเมืองไปตั้งทางฝั่งตะวันออกหรือฝั่งซ้ายของแม่น้ำแม่กลอง เพื่อให้ข้าศึกเข้าถึงตัวเมืองได้ยากขึ้น และมีทางถอยเมื่อเสียเปรียบ การย้ายเมืองครั้งนี้ได้มีการกำหนดฤกษ์ทำพิธีฝังหลักเมืองด้วย   (ที่มาของภาพ - )
ปัจจุบันศาลเจ้าพ่อหลักเมืองก็ยังคงอยู่ในบริเวณกำแพงเมืองเก่า ถึงแม้นว่าในในปี พ.ศ.๒๔๔๐ ได้มีการย้ายศาลากลางจังหวัด ซึ่งเดิมตั้งอยู่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำแม่กลอง(ในกำแพงเมือง) มารวมกันกับศาลาว่าการมณฑลฝั่งขวาของแม่น้ำแม่กลองก็ตาม แต่ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองก็ยังคงตั้งอยู่ที่เดิม   (ที่มาของภาพ - )
ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๔๘ ในบริเวณกำแพงเมืองได้เป็นที่ตั้งของกองพลทหารบกที่๔ ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของค่ายทหาร “ ค่ายภาณุรังษี ” มีกรมการทหารช่าง และจังหวัดทหารบกราชบุรี เมื่อกรมการทหารช่างตั้งอยู่ในบริเวณกำแพงเมือง ซึ่งมีศาลเจ้าพ่อหลักเมืองอยู่ด้วยก็มีความจำเป็นต้องดูแลและทำนุบำรุงรักษาบริเวณศาลเจ้าพ่อหลักเมืองด้วย ซึ่งภายหลังทางกรมศิลปากรได้ออกแบสร้างศาลขึ้นมาใหม่ และในปี พ.ศ.๒๕๒๗ กรมการทหารช่างได้ออกแบบและซ่อมปรับปรุงใหม่อย่างสวยงามจนถึงปัจจุบัน   (ที่มาของภาพ - )
ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง เมืองราชบุรีนี้เป็นที่นับถือว่าศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก มีประชาชนไปบูชากราบไหว้อยู่เสมอมิเคยขาด ทางฝ่ายทหาร และฝ่ายบ้านเมืองจึงได้จัดงานสักการะขึ้น ในเดือนเมษายนเป็นประจำทุกปี โดยมีความมุ่งหมายให้เป็นงานสมโภชเจ้าพ่อหลักเมืองและเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนโดยทั่วไปได้มาปิดทอง และสรงน้ำ เมื่อถึงงานสงกรานต์อันเป็นประเพณีไทย ปัจจุบันกรมการทหารช่างได้จัดเจ้าหน้าที่ของทหารคอยดูแลความสะอาดเรียบร้อยของศาลเจ้าพ่อหลักเมือง และสร้างศาลาทองขึ้นเพื่อจัดดอกไม้ ธูปเทียน เอาไว้บริการแก่ประชาชนทั่วไปอีกด้วย   (ที่มาของภาพ - )
ปันี้ได้จัดมุมถ่ายรูปย้อนยุกต์ โดยมีทหารคอยอำนวยความสะดวกและถ่ายรูปให้   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
ร้านค้าในบริเวณศาลหลักเมือง   (ที่มาของภาพ - )
พระพุทธนิรโรคันตราย ฯ ประดิษฐ์อยู่ยอดเขาแก่นจันทน์ โดยในปี 2511 กรมการรักษาดินแดนได้เป็นผู้จัดสร้างตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยสร้างพระพุทธรูปประดิษฐานไว้ที่ 4 มุมเมือง ทิศเหนือที่จังหวัดลำปาง ทิศตะวันตกที่จังหวัดราชบุรี ทิศใต้ที่จังหวัดพัทลุง และทิศตะวันออกที่จังหวัดสระบุรี โดยจังหวัดราชบุรัได้ประดิษฐานบนยอดเขาที่สูงจากระดับน้ำทะเล 185 เมตร   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
พระพุทธนิรโคคันตราย ชัยวัฒน์จตุรทิศ เป็นพระพุทธรูปปางตรัสรู้ หน้าตักกว้าง 49 นิ้ว สูง 69 นิ้ว พุทธลัพษณะเหมือนพระนิรโรคันตรายทุกประการ  โลหะที่ใช้หล่อประกอบด้วยทองเหลือง 3 ส่วน ทองแดง 1 ส่วน ทองขาว 1 ส่วน รวมน้ำหนักโลหะ 400 กิโลกรัม   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนารถ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ และสมพระเจ้าลูกเธอทุกประองค์ เสด็จเททองด้วยพระองค์เองที่ กรมการรักษาดินแดง  และประกอบพิธีพุทธาภิเษกเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2511 ตรงกับวันศุกร์ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 เวลา 15.55 น.และได้พระราชทานนามว่า พระพุทธนิรโรคันตราย ชัยวัฒน์ จตุรทิศ    (ที่มาของภาพ - )
วันที่ 26 ธันวาคม 2511 เวล่า 8.00 น.รถได้ไปรับพระพุทธรูปที่หน้าหอกลาง กรมการรักษาดินแดน และวันที่ 27 ธ.ค.2511 เวลา 10.35 น. ผู้ว่าราชการจังหวัด  ผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัด นายกเทศมนตรี  ราชบุรี เข้าเฝ้าภายในพระราชตำหนักจิตรลดารโหฐาน เพื่อรับพระราชทาน พระพุทธนิรโรคันตราย ชัยวัฒน์จคุรทิศ โดยประดิษฐ์ที่หน้าศาลจังหวัดราชบุรี และสมโภช 3 วัน 3 คืน และเมื่อจังหวัดได้สร้างศาลาจตุรมุขและทางขึ้นเขาแก่นจันทน์แล้วเสร็จ ก็ได้อัญเชิญมาประดิษฐานที่ศาลาจตุรมุข ยอดเข่าแก่นจันทน์   (ที่มาของภาพ - ประวัติพระนิรโรฯ ที่ติดไว้ที่วิหาร เขียนโดบ ประวิทย์ จำปาทอง)
ภาพจิตกรรมฝาผนัง ที่อยู่เบื้องหลัง พระพุทธนิรโรคันตราย ชัยวัฒน์จคุรทิศ   (ที่มาของภาพ - )
ทิวทัศน์บริเวณยอดเขาแก่นจันทน์   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
บัดไดทางขึ้นศาลาจตุรมุข ที่ประดิษฐาน พระพุทธนิรโรคันตราย ชัยวัฒน์จคุรทิศ   (ที่มาของภาพ - )
ต้นตะบองเพชรที่ขึ้นอยู่มากมายบนเขาแก่นจันทน์ ซึ่งจะออกดอกปีละหน ช่วงเดือน .....   (ที่มาของภาพ - )
ถนนเบื้องหน้าคือถนนศรีสุริยวงศ์ และหอนาฬิกาที่สร้างอยู่บนเขา   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
เขาด้านหน้าคือเขางู   (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )
  (ที่มาของภาพ - )